arashiyama

Digest Kansai Trip [Dec 20 - 22] : Day 1

posted on 03 Jan 2009 10:50 by momoocha-lover in Trip

เพราะว่าชีวิตมนุษย์ก็คือการเดินทาง.. คำพูดนี้เราพูดกับเซนเซในเซมิเมื่อวันก่อน (เซนเซคงแบบ เออ งั้นแกก็ไปเดินทางให้พอเลย เอิ้ก ๆ)

jinsei ha tabi da!!
人生は旅だ!!

ดังนั้น วันนี้ก็จะอัพบล้อกย้อนหลังถึงทริปคันไซเมื่อสองอาทิตย์ก่อนค่ะ

ทริปนี้ไปกับสมาชิกเพื่อน ๆ นร. ทุนด้วยกันค่ะ หลังจากตกลงกันมาเป็นเดือนล่วงหน้า หลาย ๆ คนอยากไปกันห้าวันทีเดียว แต่เราัยังติดเรียนอยู่ ก็เลยไม่อยากโดด มันดูไม่ดีด้วยเพราะว่าเป็นเด็กเตรียมสอบเข้าง่ะ ก็เลยต้องตามไปทีหลัง โดยนั่งชินกันเซนขาไป แล้วนั่งไนท์บัสกลับพร้อมเพื่อน ๆ ตอนขากลับ (เพื่อน ๆ นั่งบัสไปกลับกันหมด) ค่าเดินทางก็บานตามเคย แต่ว่าที่พักฟรี เพราะได้รับอภินันทนาการจากเพื่อนของเพื่อนให้ไปพักที่บ้านได้ค่ะ

เล่าเรื่องด้วยภาพตามเคยนะคะ เอนทรี่นี้คือวันแรกค่ะ

- * - * - *

20 Dec 2008 (SAT)

ชินกันเซนเราออก 8.30 ก็เลยต้องรีบออกจากบ้านหน่อย แต่คราวนี้ยังไม่เช้าเท่าเมื่ออาทิตย์ก่อนที่ไปเกียวโตกับแพนด้าค่ะ ที่สถานีเลยพอมีเวลานิดหน่อย ให้แวะซื้อเอกิเบน (ศัพท์ต่าง ๆ อ่านเอาจากเอนทรี่ที่แล้วได้นะคะว่าแปลว่าอะไร) กินบนรถไฟ มื้อนี้ถือว่าเป็นมื้อเช้าละกันนะ

ข้าวกล่อง

เอกิเบนของเราคราวนี้ 390 เยน เป็นพวกข้าวปั้นและไก่ทอด อร่อยใช้ได้ อาจจะเพราะว่าหิว อิอิ

พอไปถึงสถานีเกียวโต ก็เอาของไปเก็บล็อกเกอร์ฝากของที่สถานี แล้วก็เตรียมพร้อมออกเดินทางกันเลย พวกเราซื้อตั๋ว1 Day Pass เหมือนเคย 500 เยน เดินทางไปได้ทั่ว ที่แรกที่เราจะไปคือ สถานที่สำคัญที่ทัวร์ทุกกลุ่มต้องมาลง ไม่ใช่แค่ทัวร์จากไทยเท่านั้นนะ อิอิ วัดสำคัญของเกียวโต Kiyomizu dera (清水寺)นั่นเองค่ะ

ระหว่างเดินขึ้นเขาไปวัด เจอป้าเรียกเข้าร้านขายซาลาเปา (gyuuman) 牛慢 ก็เลยแวะกินกันหน่อย ซาลาเปาป้าแกแพงจิง ๆ อะ400 เยนได้ต่อชิ้นนึง และก็มีชาฟรีให้นั่งกินสบาย ๆ กันหนาวด้วย

คิโยะ

เหลือบไปเห็นโอริกามิ (การพับกระดาษแบบญี่ปุ่น) สวยดีเลยถ่ายมาค่ะ อิอิ

ซาลาเปา

ป้ายร้าน กิวมัง ซาลาเปาเนื้อวัวนั่นเอง

เดินต่อไปอีกหน่อยเราก็ได้เข้าไปที่วัดแล้ว สองข้างทางมีร้านขายของที่ระลึกเรียงราย และพวกขนมต่าง ๆ ที่นิยมเอาไปเป็นของฝากกัน มีให้ชิมฟรีกันจนอิ่ม แต่หวานเลี่ยน..

วัด คิโยมิซึ ค่ะ

เข้าไปในวัด ก็มีวิวสวย ๆ ให้ดูเพราะว่าวัดอยู่บนเนินสูง เหลือบไปเห็นคันจิแห่งปี

ตัวนี้แหละค่ะ คันจิแห่งปี ที่ญี่ปุ่นใช้ตัว เฮน (変) เป็นคันจิแห่งปี 2008 หมายถึงการเปลี่ยนแปลง

บรรยากาศในวัดก็ใหญ่ ๆ ดี มีอะไรให้ดูมากมาย มากี่ทีก็ไม่เบื่อจริง ๆ

วัดคิโยมิซึ มองจากระเบียงเห็นวิวสวยมากมาย เสียดายถ้าฟ้าใสกว่านี้คงจะดี

พอลงมาจากวัดที่อยู่บนเนิน เราก็เดินต่อไปสัก 200 เมตร ตามทางคนเดินก็จะเจอ แม่น้ำสามสาย otowa no taki (音羽の瀧)

ทุกคนที่มาก็จะต้องมากินน้ำที่ไหลรินลงมาเป็นสามสายเนี่ย ประกอบไปด้วย wisdom health , longevity ค่ะ แต่ว่าจากข้อมูลในวิกิพีเดีย ถ้าเราดื่มเกินสองสาย ละโมภ จะโชคร้ายแหละ หุหุ พวกเราสามสาวก็ดื่มกันคนละสายเลย ไม่รู้ว่าอันไหนเป็นอะไรง่ะ ฮ่า ๆ

ออกจากวัดเราก็เดินชิมขนมของฝาก และซื้อของฝากกันบ้าง ข้าวกลางวันวันนี้เราเลยตัดสินใจว่าจะซื้ออะไรง่าย ๆ กินไป เพราะว่าหิวกันมากมายแล้ว มีร้านของคาวน้อยมากแถวนี้ก็เลยไปหยุดที่ kamaboko (かまぼこ) หรือลูกชิ้นญี่ปุ่นนี่แหละค่ะ

ของเราเป็น คามาโบโกะแบบมีมันฝรั่ง ก็คือลูกชิ้นปลาที่ใส่มันฝรั่งนั่นเอง อันใหญ่มากมาย..

กินกันจนอิ่มพอรองท้องไปได้ ก็ย่างเข้าบ่าย 3 บ่าย 4 เราเลยนั่งบัสกันไปต่อที่ คินคาคุจิ (金閣寺)เลยค่ะ 

Kinkakuji (The Golden Temple) วัดที่เป็นสีทองสวยมาก ๆ อันนี้ก็เป็นจุดสำคัญในทัวร์ที่ทุกคนต้องมา ไม่งั้นมาไม่ถึงเกียวโต อิอิ.. เนื่องจากว่ารูปนี้เป็นรูปที่เราเอาไว้ใช้ทำวิจัยซะด้วย (วิจัยเกี่ยวกับ image processing) ก็เลยสนใจเป็นพิเศษ สวยดี

เดินในคินคาคุจิกันสักชม. กินไอติมชาเขียวกัน แล้วก็นั่งรถต่อมาอาราชิยามะเลยค่ะ (อาราชิยามะ เอนทรี่ที่แล้วเราก็พึ่งไปมา แหะ ๆ )

พาเพื่อน ๆ เดินเข้าไปโนโนมิยะจินจะเหมือนคราวที่แล้ว เพราะว่ามันเริ่มมืดแล้ว น่าจะสวยดี คนเยอะมาก ๆ คราวนี้ เพราะเค้ามาดูการประดับไฟ (ที่โคนต้นไ่ม้) กัน

สวนของโนโนมิยะจินจะค่ะ..

ออกจากจินจะเราก็ไปทานข้าวเย็นของวันนี้กันค่ะ อาหารแถวนี้มีพวกยูบะ 湯葉 คืออาหารชื่อดังของเกียวโตที่มีฟองเต้าหู้ จริง ๆ มันคือฟองเต้าหู้นั่นแหละ แต่ว่าแพงหูฉี่เลย เราก็เลยกินแบบบ้าน ๆ กัน

อันนี้เป็นข้าวหน้าหมูผัดขิง เซ็ทกับโซบะร้อน เพราะว่าหนาวมากมาย.. มื้อนี้ประมาณ 1000 เยน ค่ะ

พอกินกันจนอิ่ม ก็ออกมาเดินดูที่เค้าประดับไฟภูเขาที่โฆษณากันนักหนา.. เป็นประมาณนี้แหละค่ะ

 เดิน ๆ ข้ามสะพานไปอีกฝั่ง ก็มีร้านขายนิดหน่อย และมีรถเข็นสตาร์บัคส์มาแจกกาแฟฟรี เป็นการโปรโมทร้าน หนาว ๆ อย่างนี้ก็สบายเลย..

อากาศเริ่มหนาวมาก พวกเราก็เลยนั่งบัสกลับมาสถานีเกียวโต แล้วนั่งรถไฟต่อไปที่โอซาก้า ไปรบกวนพักบ้านเพื่อนอีกที กลับถึงที่พักกันประมาณ 4 ทุ่มวันนี้ค่ะ