diary


Shibuya Crossing Picture from PIXABAY (Under CC0 Creative Commons License)

เนื่องจากไม่อยากเขียนในเฟสบุ้คเลยมาเขียนในนี้ พื้นที่สาธารณะที่ส่วนตัว 55 มันคืออะไร..?

ไปญี่ปุ่นมาสองเดือนครึ่งค่ะ ไปทำวิจัยระยะสั้น เอาจริง ๆ ก็เวลาแค่นี้ทำวิจัยอย่างมากก็ได้แค่เริ่มต้นแหละ เรียกว่าได้ไปเปิดหูเปิดตา ในมหาลัยที่จบมา ย้ำคอนเนกชั่นเดิม ๆ เพิ่มคอนเนกชั่นใหม่ดีกว่า

ช่วงที่ไปนี่ก็มีหางานไว้บ้าง เพราะว่าปีหน้าจะย้ายไปอยู่กับแฟนชาวญี่ปุ่น (ที่พึ่งจดทะเบียนกัน) ที่ญี่ปุ่นแล้วล่ะ แน่นอนว่าหางานก็ไม่พ้นสายงานเดิม ๆ ที่เคยทำ จะได้ใช้ประสบการณ์ตรงเลย ตอนแรกก็แพลนไว้คร่าว ๆ (แบบเครียด ๆ) ว่าหาจากงานสาย Academic ก่อน ถ้าไม่ได้จริง ๆ ค่อยไปทำงานบริษัท ถ้าหาไม่ได้อีกค่อยไปแบบ Part-time ทั่วไป เพราะยังไงก็ต้องทำงานหาเงินอ่ะนะ

ช่วงที่ตัดสินใจว่าจะแต่งงาน ก็เครียดระดับหนึ่งทีเดียว ว่าจะหางานทำได้ไหม กลัวจะไม่มีรายได้มาก ๆ การทิ้งงานประจำที่ไทย ที่ถ้าอยู่ไปเรื่อย ๆ ยังไงก็มั่นคงแน่ ๆ อยู่แล้ว มันเป็นการตัดสินใจที่ใหญ่พอสมควร เรามันคนต่างชาติจากประเทศด้อยพัฒนา จะไปหางานทำที่นู่นมันดูยากจัง (ฮือ) ยิ่งงานสาย Academic มันไม่ใช่ต้องเก่งโคตร ๆ เลยเหรอ.. แบบมี journal ระดับสูง ๆ หลาย ๆ อันหรือเปล่า.. แล้วเรานี่อัลลัย.. คิดไปต่าง ๆ นานา

พอใกล้ ๆ จะกลับ ก็เริ่มส่งเอกสารสมัครงานไปที่มหาลัยโน่นนี่บ้าง แล้วอยู่ ๆ ก็มีอีเมลปริศนามาจากอาจารย์ที่เคยดีลด้วยเมื่อสองปีก่อน ทาบทามให้ไปสมัครที่เขา (?) ซึ่งไม่ได้เปิดรับสมัครแบบเป็นทางการ เป็นการดึงตัวคนที่รู้จักเท่านั้น

พอไปคุย ๆ ดูก็รู้สึกว่าเป็นที่ ๆ เหมาะกับเรามากเลย เค้าเลยจัดแจงให้สัมภาษณ์ถึงด่านสุดท้าย ทุกอย่างก็เป็นไปแบบรวดเร็วมาก จนได้รับคำตอบที่น่าพอใจว่า 99.9999 % คุณได้งานแล้วแหละ (ไนเท *) รอเอาเรื่องเข้าที่ประชุมมหาลัยก่อนนะ

หืมมม ง่ายแบบนั้นเลย * [] * อย่างน้อยกลับมาเมืองไทยก็มีอะไรติดไม้ติดมือกลับมาแล้วล่ะ เย้

ผ่านมาสองอาทิตย์ วันนี้ได้รับอีเมลจากมหาลัยอีกที่ส่งเอกสารสมัครงานไปก่อนกลับมา ว่าให้ไปสัมภาษณ์ด้วย เลยเกิดความกังวลที่แสนจะหรูหราขึ้น ว่าจะไปดีไหม ทิ้งดีไหม อย่างน้อยสิ่งหนึ่งที่ใจชื้นก็คือ ประวัติเรามันก็โอเคระดับที่ทำให้การสมัครงานสาย Academic แบบปกติเขาก็เรียกสัมภาษณ์แหละนะ :)))

โพสหน้าคงได้มาเล่าว่าสรุปยังไง ^^

 

*Footnote การสมัครงานญี่ปุ่น=====================================

สมัครงานบริษัทของญี่ปุ่นจะไม่เหมือนสมัครของไทย โดยแบ่งเป็นสองแบบดังนี้ (ไม่เคยมีประสบการณ์ตรง เล่าจากเรื่องของเพื่อนนะ)

1) พวกที่พึ่งเรียนจบ (ไม่ว่าจะปริญญาตรี โท เอก) ก็จะถูกมองว่าเป็น ชินซทสึ (新卒 : Newly graduated) หรือเรียกแบบบ้านเราก็คือ พวกเด็กจบใหม่นั่นเอง เวลาจะไปสมัครงานที่บริษัท ถ้าเป็นบริษัทใหญ่ (เช่นที่ ๆ พูดชื่อแล้วรู้จัก) จะต้องเข้ารับการอบรมเพื่อการสมัครงาน ซึ่งใน 1 ปี อาจจะเปิด 1 - 3 รอบ แล้วแต่ความใหญ่ของบริษัท คนที่ไปอบรมเท่านั้นถึงจะมีสิทธิ์ส่งใบสมัครงาน พอส่งใบสมัครงานไปก็จะถูกคัดออกจากประวัติที่กรอกในใบสมัคร พวกที่ผ่านด่านเข้าไปได้ก็จะถูกเรียกสัมภาษณ์ ญี่ปุ่นจะเรียกขั้นตอนแบบนี้ว่า อิจิจิเซนโค (1次選考: First selection)、นิจิเซนโค (2次選考: Second selection)、ซันจิเซนโค (3次選考 : Third selection) ยาวไปจนถึงสุดท้าย แต่ละบริษัทก็มีจำนวนครั้งไม่เหมือนกัน เคยได้ยินจากเพื่อนคนไทยที่สมัครยาวสุดถึงด่านที่ 5 เลย ส่วนมากด่านแรกก็คือด่านคัดออกจากใบสมัครแหละ ส่วนด่านสุดท้ายก็สัมภาษณ์กับเจ้าของบริษัทหรือพวก CEO อะไรไปเลย.. ถ้าผ่านไปถึงได้งาน จะเรียกว่า ไนเต (内定: Informal decision) เหมือนสัญญาจ้างแบบปากเปล่า (มีเอกสารด้วยมั้ง) ขั้นตอนสุดท้ายคือเซ็นสัญญา พวกนี้จะเริ่มงานพร้อมกันคือ เดือนเมษายน ของทุกปี

* ระยะเวลาสำหรับสมัคงานแบบพวก ชินซทสึ โดยมากจะเริ่มต้นหางานตั้งแต่ขึ้นปี 3 (ปริญญาตรี) หรือ ขึ้นปี 2 (ปริญญาโท) หรือปีสุดท้ายก่อนเรียนจบปริญญาเอก และควรจะได้ไนเต มาคนละอย่างน้อย 1 ที่ไว้เพื่อความอุ่นใจ ถ้าเรียนจบแล้วยังไม่มีไนเต ถือว่าวิกฤติในการหางาน อนาคตเริ่มไม่สดใสแล้ว แต่บางคนก็จะเอาเงินเก็บไปเรียนต่อ หรือไปเที่ยวค้นหาตัวเองเลย 

2) พวกที่เปลี่ยนงาน คือ จูโตะไซโย หรือ  เท็นโฉะขุ (中途採用・転職: Changing career) คือพวกที่ทำงานมาแล้ว จะเปลี่ยนงาน เปลี่ยนบริษัทนั่นเอง พวกนี้ก็สามารถเดินเข้าไปสมัครงานได้เลย หรือจะมีคนมา Scout เข้าไปทำงานเอง พวกนี้เริ่มงานตอนไหนก็แล้วแต่แผนกนั้น ๆ 

ปล. ตอนนี้อัตราการเปลี่ยนงานของคนญี่ปุ่นอยู่ที่ 1/3 คือในสามปีแรกของการทำงานหลังเรียนจบ พบว่ามีคนที่เปลี่ยนงานมากถึง 1 ใน 3 ส่วน เป็นอัตราที่น่าตกใจมาก เมื่อเทียบกับสมัยรุ่นพ่อแม่ ที่การทำงานบริษัทใดบรืษัทหนึ่งไปจนตาย เป็นเรื่องธรรมดา 

แต่ไม่น่าแปลกใจสำหรับคนไทยเนอะ

 

 

 

 

edit @ 15 Sep 2017 15:42:41 by momoocha

edit @ 15 Sep 2017 16:07:08 by momoocha

edit @ 15 Sep 2017 21:51:52 by momoocha

The PhD

posted on 31 Jan 2013 12:25 by momoocha-lover in diary directory Diary
อยู่ญี่ปุ่นมากำลังจะครบ 5 ปีเต็ม
ในที่สุดก็จะได้กลับบ้านพร้อมกับใบปริญญาที่กว่าจะได้มาก็แสนจะยากลำบาก
สอบ Defense ผ่านแล้วค่า :)
ตอนนี้็เหลือแต่ส่งทีสิสเล่มจริงแล้วก็(น่าจะ)โอเค
 
ปริญญาเอก...
 
ก่อนจะมาเรียนก็ดูเป็นอะไรที่สูงเหลือเกิน คิดไปเองว่าเป็นการเรียนระดับสูงสุดไปแล้ว
แถมยังเปลี่ยนสายเรียนแบบสุดโต่ง จากสายศิลป์ (ด้านภาษาญี่ปุ่น) มาเป็นวิทย์คอมแรง ๆ
จะว่าไปแล้วห้าปีนี้ สิ่งที่เปลี่ยนแปลงมากที่สุดก็คือตัวเราเองแหละนะ
 
2008 นศ. วิจัย 1 ปี
มองดูรุ่นพี่ปริญญาเอกทำงานช่างเก่งเหลือเกิน ทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น
อจ.บอกว่า มันอยู่ที่ประสบการณ์ อีก 3-4 ปีก็เปลี่ยนเหมือนกัน
อะไร ๆ ก็ไม่รู้ แต่ไม่เป็นไร เราพึ่งจะเริ่มต้น
 
2009 ป.เอก ปีที่ 1
อะไร ๆ มันก็ใหม่ไปหมด แต่ทุกอย่างสนุกมาก ยากแต่ก็สนุก ทำอะไรได้นิดเดียวก็ภูมิใจเหลือเกิน..
 
2010 ป.เอกปีที่ 2
เริ่มจะเอาผลงานออกสู่สายตาชาวโลก อะไร ๆ ก็ดูมีโอกาสไปหมด ไอ้โน่นก็น่าทำ ไอ้นี่ก็น่าทำ การวิจัยสนุกจัง..
 
2011 ป.เอกปีที่ 3
ความจริงเริ่มปรากฎ งานวิจัยที่สำเร็จ ไม่ได้อยู่บนพื้นของความสำเร็จ แต่มันมาจากความล้มเหลวหลาย ๆ ครั้งต่างหาก
มองอะไรก็เป็นลบ ทำไอ้นี่ก็ไม่น่าจะเวิร์ค อันนั้นก็เสียเวลา.. อยากจะเลิกซะเดี๋ยวนี้ มีใบลาออกที่เซ็นชื่อเรียบร้อยอยู่ในลิ้นชัก ราวกับเป็นเครื่องลางการันตีว่า ชั้นก็มีทางออกนะ
 
2012 ป.เอกปีที่ 4
ในเมื่อตัดสินใจจะสู้ต่อ ทุกวันก็ต้องตั้งใจ...
และแล้วก็ได้ส่งทีสิส สอบ defense ผ่านจนได้
เป็นรุ่นพี่แล้วนะ..
 
ถ้าวันนั้นตัดสินใจลาออกไป ก็คงจะไม่มีเราในวันนี้
5 ปีที่ผ่านมาเสียเวลาไหม คุ้มไหมกับสิ่งที่ได้มา
คำตอบตอนนี้ อาจจะไม่เหมือนกับอีก 10 ปีข้างหน้าก็ได้
 
ชีวิตคนเราก็เหมือนกับเรื่องราวในหนัง
บางสิ่งที่ดูแสนจะเหนื่อยเหลือเกิน มันก็เป็นแค่ตอน ๆ เดียวที่ตัดมา
 
เซนเซบอกว่า เมื่อไหร่ที่รู้สึกสงสัยในความสามารถของตัวเอง
อนุญาติให้เอางานเก่าเมื่อ 3-4 ปีก่อนมาเปิดดูได้
แล้วจะรู้ว่าเราโตขึ้นมากเพียงไร :)
แต่ยังไงก็ตาม ชีวิตก็คือการเรียนรู้ตลอดเวลา
 
ณ วันนี้ เราพูดได้อย่างเต็มปากว่า
ปริญญาเอกไม่ใช่การเรียนระดับสูงสุด
และไม่มีสิ่งที่เรียกว่า การเรียนระดับสูงสุด ในโลกใบนี้หรอก
ยิ่งเรียนยิ่งรู้สึกว่าตัวเองไม่รู้ ก็เพราะไม่รู้เลยอยากรู้ มันเป็นวงจรแบบนี้แหละ