diary

The PhD

posted on 31 Jan 2013 12:25 by momoocha-lover in diary directory Diary
อยู่ญี่ปุ่นมากำลังจะครบ 5 ปีเต็ม
ในที่สุดก็จะได้กลับบ้านพร้อมกับใบปริญญาที่กว่าจะได้มาก็แสนจะยากลำบาก
สอบ Defense ผ่านแล้วค่า :)
ตอนนี้็เหลือแต่ส่งทีสิสเล่มจริงแล้วก็(น่าจะ)โอเค
 
ปริญญาเอก...
 
ก่อนจะมาเรียนก็ดูเป็นอะไรที่สูงเหลือเกิน คิดไปเองว่าเป็นการเรียนระดับสูงสุดไปแล้ว
แถมยังเปลี่ยนสายเรียนแบบสุดโต่ง จากสายศิลป์ (ด้านภาษาญี่ปุ่น) มาเป็นวิทย์คอมแรง ๆ
จะว่าไปแล้วห้าปีนี้ สิ่งที่เปลี่ยนแปลงมากที่สุดก็คือตัวเราเองแหละนะ
 
2008 นศ. วิจัย 1 ปี
มองดูรุ่นพี่ปริญญาเอกทำงานช่างเก่งเหลือเกิน ทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น
อจ.บอกว่า มันอยู่ที่ประสบการณ์ อีก 3-4 ปีก็เปลี่ยนเหมือนกัน
อะไร ๆ ก็ไม่รู้ แต่ไม่เป็นไร เราพึ่งจะเริ่มต้น
 
2009 ป.เอก ปีที่ 1
อะไร ๆ มันก็ใหม่ไปหมด แต่ทุกอย่างสนุกมาก ยากแต่ก็สนุก ทำอะไรได้นิดเดียวก็ภูมิใจเหลือเกิน..
 
2010 ป.เอกปีที่ 2
เริ่มจะเอาผลงานออกสู่สายตาชาวโลก อะไร ๆ ก็ดูมีโอกาสไปหมด ไอ้โน่นก็น่าทำ ไอ้นี่ก็น่าทำ การวิจัยสนุกจัง..
 
2011 ป.เอกปีที่ 3
ความจริงเริ่มปรากฎ งานวิจัยที่สำเร็จ ไม่ได้อยู่บนพื้นของความสำเร็จ แต่มันมาจากความล้มเหลวหลาย ๆ ครั้งต่างหาก
มองอะไรก็เป็นลบ ทำไอ้นี่ก็ไม่น่าจะเวิร์ค อันนั้นก็เสียเวลา.. อยากจะเลิกซะเดี๋ยวนี้ มีใบลาออกที่เซ็นชื่อเรียบร้อยอยู่ในลิ้นชัก ราวกับเป็นเครื่องลางการันตีว่า ชั้นก็มีทางออกนะ
 
2012 ป.เอกปีที่ 4
ในเมื่อตัดสินใจจะสู้ต่อ ทุกวันก็ต้องตั้งใจ...
และแล้วก็ได้ส่งทีสิส สอบ defense ผ่านจนได้
เป็นรุ่นพี่แล้วนะ..
 
ถ้าวันนั้นตัดสินใจลาออกไป ก็คงจะไม่มีเราในวันนี้
5 ปีที่ผ่านมาเสียเวลาไหม คุ้มไหมกับสิ่งที่ได้มา
คำตอบตอนนี้ อาจจะไม่เหมือนกับอีก 10 ปีข้างหน้าก็ได้
 
ชีวิตคนเราก็เหมือนกับเรื่องราวในหนัง
บางสิ่งที่ดูแสนจะเหนื่อยเหลือเกิน มันก็เป็นแค่ตอน ๆ เดียวที่ตัดมา
 
เซนเซบอกว่า เมื่อไหร่ที่รู้สึกสงสัยในความสามารถของตัวเอง
อนุญาติให้เอางานเก่าเมื่อ 3-4 ปีก่อนมาเปิดดูได้
แล้วจะรู้ว่าเราโตขึ้นมากเพียงไร :)
แต่ยังไงก็ตาม ชีวิตก็คือการเรียนรู้ตลอดเวลา
 
ณ วันนี้ เราพูดได้อย่างเต็มปากว่า
ปริญญาเอกไม่ใช่การเรียนระดับสูงสุด
และไม่มีสิ่งที่เรียกว่า การเรียนระดับสูงสุด ในโลกใบนี้หรอก
ยิ่งเรียนยิ่งรู้สึกว่าตัวเองไม่รู้ ก็เพราะไม่รู้เลยอยากรู้ มันเป็นวงจรแบบนี้แหละ
 

Tokyo Hike 2012

posted on 16 Oct 2012 09:42 by momoocha-lover in diary directory Lifestyle, Travel, Diary
ไปเดินรอบโตเกียวมาค่ะ
จะว่าเดินรอบก็ไม่ใช่หรอก
ประมาณครึ่งรอบของสาย ยามาโนะเตะ อ่ะค่ะ 
 
* * *
9:00
เราเริ่มกันที่มหาวิทยาลัยวาเซดะ 早稲田大学 ตอน 9โมงเช้า
ม.วาเซดะเป็นม.เอกชนอันดับหนึ่ง คู่มากับม.เคโอ 慶應義塾大学
(keio gijuku daigaku แต่เรียกกันย่อ ๆ ว่า keio daigaku)
เน้นทั้งเรียนและเล่นแบบจริงจัง
วันนี้ขอแอบมาเป็น นศ. วาเซดะหนึ่งวันค่ะ 
บัตรเข้าร่วมงาน
 
Tokyo Hike มีพิธีเปิดอย่างสมเกียรติ 
ก่อนเข้าไปนั่งในพิธีเปิดคนที่มาร่วมงานก็จะได้รับ
ผ้าคาดหัว 鉢巻き (hachi maki)
โบร์ชัวร์บอกเส้นทางเดินอย่างละเอียด
น้ำเปล่าหนึ่งขวด
ค่าเข้าร่วมงานคราวนี้ คนใน (เด็กวาเซดะ) 500 เยน คนนอก 700 เยนค่ะ 
คนเข้าร่วมอีเว้นท์นี้ประมาณ 800 คนได้
ผู้หญิงเข้าร่วมครึ่งต่อครึ่ง บางคนก็แต่งตัวกันมาเหมือนจะไปช้อปปิ้ง
แต่ทุกคนก็ใส่รองเท้าเดินง่าย ๆ มา รู้งานกันดี 
 
ตอนแรกคิดว่าเป็นอีเว้นท์สำหรับ นศ.ต่างชาติ เป็นหลัก..
ที่ไหนได้ นี่มันชมรมออกกำลังกายของเด็กป.ตรีนี่หน่า
สรุปก็เลยมีกะเหรี่ยงอยู่ไม่กี่คนค่ะ ฮ่า ๆ
คนญี่ปุ่นมากมายเป็นส่วนใหญ่ ที่สำคัญ แต่ละคนก็เด็ก ๆ กันทั้งนั้น
เริ่มพิธีโดยการกอดคอร้องเพลงมหาลัย น่ารักดี 
 
มีการแจกกระดาษให้แต่งกลอนไฮกุด้วย
เพราะว่าชื่ออีเว้นท์คือ โตเกียว ไฮกุ (Tokyo Hike Tokyoハイク) เลยไปพ้องเสียงกับ 俳句 
เป็นการเล่นคำแบบ だじゃれ (dajare) ของญี่ปุ่นล่ะ 
Opening ceremony

* * *
12:30
พักกลางวัน ในที่สุดก็เดินมาถึงมหาวิทยาลัยโฮเซ (法政大学)
เดินมาแล้วประมาณ 9.2 กิโล
ม.โฮเซเป็นม.เอกชนชื่อดังอีกที่หนึ่งของญี่ปุ่น
ได้ข่าวว่าคนที่เรียนก็เป็นพวกมีกะตังทั้งนั้น ๆ
ที่นี่ทางสต๊าฟก็ตั้งกันเป็นกลุ่มใหญ่ แจกโอเบนโต お弁当 
มีสามชนิด แบบสุขภาพ ๆ (เน้นผัก) กุ้งทอดปลาทอด มีผัก และแบบเน้นแคลอรี่ (stamina boost)
แน่นอนว่าเดินมาขนาดนี้ ไม่ห่วงอ้ว