ในที่สุดหน้าหนาวที่ยาวนานสุด ๆ ในรอบห้าหกปีของญี่ปุ่นก็ผ่านพ้นไปแล้วค่ะ
ฤดูใบไม้ผลิมาเยือนแล้ว ดีใจจังเลย
 
ต่อไปนี้ก็ไม่ต้องเปิดฮีทเตอร์ตอนนอน แล้วตื่นมาคอแห้งผากเพราะอากาศแสนแห้งอีกแล้ว
ใบไม้ใบหญ้าก็มีชีวิตชีวา เมืองก็สดใสไปด้วยสีเขียว
 
ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่แสนจะมีเสน่ห์ เพราะทุกอย่างเริ่มต้นปีที่ 1 เมษา (ถึงแม้ว่าตอนนี้จะผ่านไปเกือบสามอาทิตย์แล้วก็เหอะนะ แหะ ๆ ) 
นร.เปิดเรียนประมาณ 1 อาทิตย์หลังจากเข้าเดือนเมษา
พิธีเข้าการศึกษา การรับน้องใหม่ของชมรมต่าง ๆ ก็คึกคักกันมาก
ที่มหาลัยเรามีรุ่นพี่ออกมาโฆษณาชมรมตัวเองกันก่อนพิธีเปิดการศึกษากันใหญ่
 
ส่วนบริษัทก็เริ่มให้มีการเข้างาน ของพนักงานใหม่ในต้นเดือนเมษากัน
เดือนนี้ต้นเดือนตรงกับวันที่ 2 เมษา วันจันทร์ อากาศสดใสมากทีเดียว
 
ซากุระก็มาพร้อมกับปีใหม่ ๆ (เมื่อเมษาเป็นการเริ่มต้นของหลาย ๆ อย่าง ญี่ปุ่นเลยให้ความสำคัญกับเดือนเมษาเหมือนเป็นปีใหม่เช่นเดียวกับ fiscal year ในโลกธุรกิจเลยค่ะ)
สีชมพูสาดไปทั่วเหมือนใครเอาสีมาแต้มไว้

ซากุระของญี่ปุ่นที่เห็นกันเยอะ ๆ มีหลายชนิดปนเปกันไป บางอันก็เป็นพันธุ์ผสมค่ะ 
 

ชิดาเระซากุระ เป็นซากุระที่สีจะชมพูสดใส ดอกเล็ก ๆ ห้อยลงมาเป็นพวงยาว ๆ
 

ชิดาเระซากุระ สวยงามมาก
 
โซเมโยชิโนะ ซากุระที่เป็นพันธุ์หลักของญี่ปุ่น เห็นได้ทั่วไปตามถนนหนทาง สวนต่าง ๆ 
ดอกจะมีสีออกขาว ชมพูอ่อน ๆ พอรวมกันเป็นพวงแล้วจะเหมือนก้อนเมฆเลยล่ะ
 

โซเมโยชิโนะที่บานสะพรั่งในบ่ายวันหนึ่ง ทางเดินหลังมหาลัย
 
ส่วนช่วงนี้ซากุระร่วงไปหมดแล้วค่ะ เหลือเพียงอีกพันธุ์ที่จะบานท้ายที่สุดก็คือ
ยาเอซากุระ ^^ ไม่ได้ถ่ายรูปมาคราวนี้ล่ะ เป็นซากุระที่กลีบดอกจะซ้อน ๆ กัน สวยงามมากเลย
 
 

ใบไม้สีแดง ๆ

posted on 09 Dec 2011 09:04 by momoocha-lover  in Photo
โมมิจิที่ถ่ายได้แถว ๆ มหาลัย
 
ใบไม้เปลี่ยนสี
แล้วก็ร่วงไป
ผ่านมา
แล้วก็กำลังผ่านไป...
 
ญี่ปุ่นเข้าหน้าหนาวแล้วค่ะ แต่ปีนี้ใบไม้แดงช้ากว่าปกติ คงเพราะว่าหนาว
มีช่วงให้เหลือง ๆ แดง ๆ ได้แป๊บนึง เมื่อเช้าใบไม้แดง ๆ เหลือง ๆ ยังเต็มต้นอยู่
ก็มีฝนผสมหิมะ (เรียกว่า มิโซเระ 霙) ตกลงมาให้เย็นยะเยือกกันไปตาม ๆ กัน
 
ใบแปะก๊วยร่วงเต็มทางเดิน ในมหาลัย
 
秋は恋のように...一瞬のものだね
Autumn is like love. It happens in such a short time ^^
 
 
 

กฎเหล็กแห่งความรัก

posted on 04 Nov 2011 23:34 by momoocha-lover  in love
I belive in the law of demand and supply..
 
เกิดมาก็หลายปี มีความรักมาหลายครั้ง ทั้งล้มเหลว ผิดหวัง เศร้าเสียใจ ดีใจ ร้องไห้มาตั้งเท่าไหร่
ทุกครั้งความรักที่ผ่านไปได้สอนให้เราเป็นผู้ใหญ่ขึ้น
 
ฉันได้บทสรุปของความรักมาหนึ่งอย่าง
มันน่าจะเป็นกฎเหล็กสำหรับการรักษาความสัมพันธ์
 
demand = supply 
การร้องขอ กับการให้
ควรจะเท่ากันเสมอ
 
ความรักจะเริ่มสั่นคลอน เมื่อ demand เริ่มมากเกินไป (ฝ่ายนั้นไม่อยากให้)
หรือ supply มากเกินไป (ฝ่ายนั้นไม่ต้องการ)
 
เมื่อแรกเจอกัน ความรักมาพร้อมกับ supply ที่พอดี ๆ 
พอเวลาผ่านไป demand อาจจะเริ่มมากขึ้น ถึงแม้ว่า supply ไม่ได้ลดลงไป
แต่ก็จะรู้สึกว่าน้อยลง..
 
ฉันเข้าใจและรู้ดี
เพราะฉันเชื่อใจเธอมากกว่าใคร ๆ
เธอไม่ได้เปลี่ยนไป
 
บางเวลาที่เวลาเราไม่ตรงกัน
บางเวลาที่ฉันต้องอดทน
บางเวลาที่เธอต้องอดทน
 
ฉันเชื่อใจเธอ
 
***
 
แต่วันนี้มันเหงาจังเลยนี่หน่า T^T 
เพราะว่าเธอต้องหนีน้ำท่วม เลยไม่ได้คุยเห็นหน้ากันหลายวันแล้วนะ.. ฮือ ๆ
 
วันนี้เพื่อนคนเขมรถามว่า อยู่ไกลกับแฟนทำได้ยังไงถึงยังคบกันได้อยู่
เราตอบแบบไม่ต้องคิดอะไรเลยว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือความเชื่อใจ
ระยะทางไม่ใช่ปัญหา ถ้าหากเชื่อใจกันได้ ซึ่งนั่นก็อยู่ที่คนด้วย
คนแต่ละคนไม่เหมือนกัน
ในขณะที่อยู่ไกลกัน เราต่างคนก็มีหน้าที่ที่ต้องทำ เราควรจะสนใจสิ่งที่อยู่ตรงหน้า
มากกว่าเรียกร้องสิ่งที่เป็นไปไม่ได้
 
รู้ทั้งรู้...
 
คิดถึงจัง 
อาจจะนอกกระแสน้ำท่วมบ้างนิดหน่อยค่ะ ^^;
 
ถึงแม้ว่าจะอยู่โตเกียว แต่ก็ดูข่าวน้ำท่วมทุกวัน เรียกได้ว่าทุกชม.เลยก็เป็นได้...
ได้เห็นอะไรมากมาย น้ำใจคนไทยที่หาเปรียบไม่ได้ ความเลวของคนหลายคนที่ฉวยโอกาส
การทำงานแบบเป็นทีม การปล่อยข่าวลือมั่ว ๆ หรือการพยายามรายงานข่าวเพื่อช่วยเหลือคนด้วยกัน
ที่สำคัญ ความคิดของคนค่ะ..
 
ละครญี่ปุ่นซีซั่นนี้ (autumn, 2011) ที่ดูก็ไม่พ้น ๆ แนวรัก ๆ ผู้ใหญ่ ๆ แบบไร้สาระไปเลยเหมือนทุกทีค่ะ
แต่เมื่อเช้าลองเปิดดูเรื่องนี้มา เนื้อหาหนักพอสมควรที่คิดว่าน่าจะไม่ชอบ.. ถึงแม้ว่าจะยังดูตอนแรกไม่จบเพราะต้องรีบมามหาลัยก่อน แค่ดูไป30นาทีแรกก็รู้สึกว่าคู่ควรที่จะเอามา review ให้มันเข้ากับสถานการณ์มาก ๆ 
 
TBS วันอาทิตย์สามทุ่ม...
南極大陸~神の領域に挑んだ男と犬の物語~
Antarctica ~The Story of Dogs and Men Who Challenged the Field of God~
 
เนื้อหาเป็นเรื่องของญี่ปุ่นตอนที่พึ่งแพ้สงคราม หลังจากสงครามโลกครั้งที่สอง 10 ปี ญี่ปุ่นพยายามจะทำตัวให้ทัดเทียมกับชาติอื่น ๆ แม้ว่าจะไม่มีเงินมากนัก แต่คนก็พยายามที่จะสู้ เรื่องราวนี้เป็นเรื่องของนักวิจัยกลุ่มหนึ่ง (พระเอก - คิมุทาคุแสดงเลยนะ - เป็นนักวิจัยและอจ.ที่มหาลัย) กับความพยายามจะบุกเบิกขั้วโลกใต้ ที่ตอนแรกญี่ปุ่นตั้งใจจะเข้าร่วมทีมกับชาติมหาอำนาจอื่น ๆ (สมัยนั้นก็มีอเมริกา ประเทศฝั่งยุโรปต่าง ๆ) แต่ว่าทุกที่ต่างก็มองด้วยสายตาดูถูก และรังเกียจญี่ปุ่นในฐานะที่เป็นประเทศแพ้สงคราม เงินทุนก็มีไม่พอ (ต้องใช้งบประมาณห้าล้านเยน ซึ่งจริง ๆ ก็ไม่เยอะเท่าไหร่แต่สมัยนั้นคงแพงแหละ) เพราะงบของรัฐบาลก็มีจำกัดมากต้องเอาไปลงที่ด้านอื่น ๆ สุดท้ายทีมวิจัยนี้ก็ยังไม่ยอมแพ้ เพราะมั่นใจว่าการได้ไปขั้วโลกใต้จะทำให้ประเทศอื่น ๆ หันมามองประเทศญี่ปุ่นใหม่ ญี่ปุ่นจะต้องได้รับการยอมรับจากประเทศอื่นให้ได้.. จึงประกาศลงหนังสือพิมพ์ขอรับบริจาคเงินทุนไปวิจัยขั้วโลกใต้..
 
ละครจัดฉากได้เห็นความแตกต่างของสังคมในมหาลัยที่ผู้คนแต่งตัวกันแบบตะวันตก ดูมีการศึกษา แสดงให้เห็นว่ารัฐส่งเสริมการศึกษาอย่างมาก ในขณะที่ในหมู่บ้านเล็ก ๆ รอบนอกเมืองผู้คนก็ยังคงใช้ชีวิตแบบสมัยก่อนสงคราม แต่งตัวด้วยชุดแบบญี่ปุ่น ไม่มีถนน คลุกฝุ่นคลุกดินเหมือนกับยุคของซามูไรยังไงยังงั้น บ้านเมืองอดอยากมาก
 
ด้วยความที่ทีมวิจัยของพระเอกสนิทกับชาวบ้านมาก ๆ เพราะพระเอกก็เป็นคนในหมู่บ้านเหมือนกัน พอลงประกาศว่าขอรับบริจาคเงินสนับสนุนการไปวิจัยพวกชาวบ้านก็ให้ความสนใจกันเป็นอย่างมาก
 
หลังจากที่โดนฝ่ายรัฐบาลด่ามาอย่างสาดเสียเทเสียว่าการวิจัยขั้วโลกใต้มันยังไม่จำเป็นสำหรับญี่ปุ่นในตอนนี้ ทีมวิจัยต่างก็มีความคิดที่จะล้มเลิกแผนแล้ว.. แต่แล้วอยู่ ๆ ก็มีเด็กมอมแมมแบกน้องเล็ก ๆ ไว้บนหลังเดินมาหาพระเอกในมหาลัย แล้วเอาเหรียญห้าเยนมาให้ บอกว่าผมจะมาบริจาคสนับสนุนการไปขั้วโลกใต้ครับ...
พร้อมด้วยเพื่อนเด็ก ๆ ในหมู่บ้านอีกหลายคนทยอยกันเอาเหรียญ 1 เยนบ้าง 5 เยนบ้าง 10 เยนบ้างมายื่นใส่มือ...
 
ละครเรื่องนี้ต้องการจะถ่ายทอดความเป็นชาวญี่ปุ่น ความภาคภูมิใจ ความลำบาก และความพยายามทั้งหมดถึงแม้ว่าจะแพ้สงครามแล้วต้องเผชิญกับสภาวะที่ยากลำบากมาก ๆ พร้อมกับสายตาดูถูกของชาติอื่น ๆ
 
สภาพเมืองของญี่ปุ่นหลังแพ้สงครามในเรื่อง มันไม่ต่างกับบ้านเราในตอนนี้เท่าไหร่นักหรอกค่ะ
เพราะเมืองไทยมีความแตกต่างทางชนชั้นสูงมาก ในตัวเมืองเห็นความเจริญมากมาย มีทั้งรถไฟใต้ดิน ตึกสูงเสียดฟ้า เทคโนโลยีต่าง ๆ มากมาย..
แต่ว่าลองออกไปตามชนบทจะเห็นว่าพวกเค้าเหล่านั้นไม่ได้สัมผัสกับความเจริญเท่าไหร่นักเลย
 
ละครเรื่องนี้สะท้อนสังคมญี่ปุ่นตอนที่เกิดแผ่นดินไหวใหญ่มาก ๆ
จนถึงทุกวันนี้ แผ่นดินไหวและสึนามิครั้งนั้นที่คร่าชีวิตคนหลายหมื่นไป ก็ยังคงถูกพูดถึงและเล่าขานกันมา
 
แต่คนญี่ปุ่นไม่เคยยอมแพ้ ไม่มีแม้แต่คนเดียว ที่จะพูดว่า
"ทำไมต้องเป็นที่นี่ ทำไมสึนามิต้องมาเข้าเซ็นได ทำไมต้องเป็นบ้านชั้น ทำไมต้องเป็นญี่ปุ่น..."
แม้กระทั่งของมีค่าทรัพย์สินต่าง ๆ ที่เสียไป
แต่ประชาชนไม่เคยสูญเสียความมั่นใจในคนชาติเดียวกันกับตัวเอง
ไม่มีกรณีขโมยขึ้นไปขโมยของ หรือทรัพย์สินในบ้านที่คนอพยพออกมาหนีสึนามิ
 
คนญี่ปุ่นไม่ต้องประกาศว่าบริจาคเงินกันเท่าไหร่ คนไหนไปช่วยเหลือที่ไหนบ้าง
เค้าลงมือทำกันเลย โดยที่หลายฝ่ายขอให้ไม่ออกข่าวด้วยซ้ำ
และที่สำคัญ.. ข่าวเค้าก็ไม่ค่อยสนใจหรอก
 
ประเทศนี้ต้องยอมรับว่าเจริญเป็นมหาอำนาจได้ ก็เพราะคนทุกคนรู้จักหน้าที่ของตัวเอง
คนมีงานมีการทำ ก็ตั้งใจทำงานที่ได้รับมอบหมายมาให้สำเร็จ เรื่องของคนอื่นไม่ค่อยสนใจ (ซึ่งก็ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ จุดนี้คนไทยสนใจกันและกันมากกว่า)
ถึงแม้ว่าจะดูเหมือนเป็นหุ่นยนต์ แต่เวลาเกิดอะไรขึ้น ก็มั่นใจได้ว่าจะไม่มีคนชั่ว ๆ มาซ้ำเติมกันแน่ ๆ 
 
สภาพของญี่ปุ่นหลังสึนามิตอนนี้ฟื้นฟูเกือบหมด กำลังใจคนเต็มเปี่ยม คนที่ไม่มีบ้านก็ยังขยันทำงานกันต่อไป
ไม่มีเวลาจะมานั่งโทษฟ้าโทษฝน พร่ำเพ้อว่ากล่าวใคร 
ทุกคนก้มหน้ายอมรับชะตากรรม... แต่ว่าไม่เคยที่จะยอมแพ้ให้กับโชคชะตา
 
ก็ไม่ต่างกับญี่ปุ่นในตอนที่แพ้สงครามตอนนั้นเลย....
 
 

edit @ 24 Oct 2011 13:44:52 by momoocha

ช่วงนี้ญี่ปุ่นหน้าร้อน
กำลังจะเข้าอากิ (ใบไม้ร่วง) กันแล้ว
อากาศยังร้อน ๆ อยู่เลย ร้อนชื้น ๆ แบบทะเลบ้านเราเลยอ่ะ
^_^;;
 
วันไหนอากาศดี ๆ ก็อยากไปเดินเล่นจัง
พาไปเดินเล่นที่ไดคังยามะ (代官山) กันดีกว่าค่ะ
 
Daikanyama เป็นเมืองเล็ก ๆ ในโตเกียวฝั่งตะวันตก
ถัดจากชิบุยะแค่สองสถานี
โดยรถไฟสาย Tokyo Toyoko Line (東急東横線)
ซึ่งสายนี้เป็นสายที่วิ่งตรงไปฝั่งโยโกฮาม่า
และไปจิยูกาโอกะ (สถานที่น่าเดินเล่นอีกที่ ไว้คราวหน้าจะมาลง)
 
Daikanyama จัดได้ว่าแพงมากสำหรับการอยู่อาศัย
เงียบสงบ ไม่ค่อยมีตึกสูง พื้นที่เป็นเนินสูงต่ำบ้าง
มักจะมีรถราคาแพง ๆ วิ่งผ่านไปมาเยอะ
และแน่นอน.. ที่ดินแพงมาก ^^;
 
โดยมากแถวนี้จะเป็นร้านอาหารแบบฝรั่ง ๆ ตะวันตก
ซูเปอร์ก็แบบแพง ๆ ของนำเข้าเป็นส่วนใหญ่
และร้านที่เยอะมากเป็นพิเศษคือร้านทำผมค่ะ
(ส่วนใหญ่ย่านแพง ๆ ของโตเกียวจะมีร้านทำผมเยอะ ไม่รู้ทำไม)
สำหรับถนนก็จะไม่ค่อยมีถนนใหญ่ เป็นซอยเล็ก ๆ
มีฟุตบาทสะอาด ๆ ซะมากกว่า เหมาะสำหรับการเดินเล่นมาก ๆ
(แต่คงไม่ได้ซื้อของ เพราะร้านเสื้อผ้าจะเป็นแนว ๆ tailor made
แค่เห็นร้านก็ไม่กล้าเข้า ^^;)
 
เวลาไปเดินเล่นก็ชอบไปกินขนม หรืออาหารเบา ๆ
เช่นพวก พาสต้า เพราะมีคาเฟ่เยอะมาก วันนี้มาแนะนำสามที่เนอะ
 
***
 
ก่อนอื่นเลย ที่นี่บรรยากาศดี ร้านไม่เล็กไม่ใหญ่จนเกินไป
นั่งข้างนอกริมถนนได้ เหมือนที่ฝรั่งเศสหรืออังกฤษ
เป็นโรงเรียนสอนทำขนมที่มีชื่อที่สุดในโลก
Le Cordon Bleu cafe Daikanyama ค่ะ รสชาติก็แน่นอนว่าอร่อยมาก
โดยเฉพาะช็อกโกแลตมูส ^_^
 

ช็อกมูสที่ว่าค่ะ อร่อยจิงจัง
 

chocolate drink ที่นี่เข้มข้นมากเหมือนเอา chocolate แท่งไปละลายเลยทีเดียว
 
***
 
ถัดมาคือร้าน Tarte ผลไม้ที่ดัง ๆ ของญี่ปุ่นค่ะ
เคยได้ยินชื่อร้านนี้มานาน ในที่สุดวันก่อนก็มีโอกาสได้ไปชิม
บรรยากาศร้านผิดหวังนิดหน่อย เพราะพยายามคงความเป็น country เอาไว้
ซึ่งไม่ค่อยเข้ากับความหรูของเมือง
ส่วนรสชาติก็อร่อยค่ะ สมแล้วที่เป็นร้านดัง
ข้อเสียคือถ้าอยากกินในร้านต้องรอนานมาก ๆ เป็นชม.กันเลยทีเดียว
 

มีเค้กหลายแบบมาก
 

ทาร์ตรวมผลไม้ของฤดูนี้
 
***
 
สุดท้ายเป็นอาหารคาวบ้าง ร้านพาสต้าสไตล์อิตาลีค่ะ
ตัวร้านอยู่ใน supermarket ที่ขายวัตถุดิบอาหารอิตาเลียนนำเข้า
เลือกนั่งในหรือนอกร้านได้ เป็นสไตล์คาเฟ่เปิด ๆ
ไม่ต้องรอนานมาก แต่บางทีถ้าเป็นตอนหน้าหนาว นอกร้านคนรอเยอะมาก
ที่นี่แนะนำพาสต้าโบโลเนสมาก ๆ เส้นสดเค้าอร่อยจริง ^_^
ส่วนพิซซ่าก็จืด ๆ สไตล์อิตาเลียนแหละ
 

bolognaise เส้นสด ^^
 
อัพเองหิวเอง :p
***

edit @ 12 Sep 2011 14:01:18 by momoocha

edit @ 12 Sep 2011 15:49:29 by momoocha

[Howto] HDR Toning in Photoshop CS5

posted on 27 Jul 2011 10:28 by momoocha-lover  in Photo
วันนี้จะมาเสนอวิธีทำภาพ HDR แบบง่าย ๆ แป๊บเดียวเสร็จล่ะ (โหลดโหด)
 
input:
 
HDR output:
 
HDR : High Dynamic Range Imaging ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับวงการ Image Processing เลยค่ะ
ก่อนอื่นทำความเข้าใจกับ Dynamic Range ของภาพแบบง่าย ๆ ก็คือ ขอบเขตความสว่าง มืด ของภาพ ๆ หนึ่งที่เราถ่ายได้ (ไม่ใช่ที่ตามองเห็น) บางทีสิ่งที่เราตั้งใจจะถ่าย พอมามองในกล้องกลายเป็นมืด ๆ หรือสว่างเกินไปจนมองไม่เห็นรายละเอียดของภาพ นอกจากข้อจำกัดของกล้องถ่ายรูปแล้ว เวลามาแสดงผลที่จอ monitor ก็เจอข้อจำกัดของ dynamic range ของจออีกด้วย ดังนั้นจอปกติ ๆ ของพวกเราเป็นจอ LDR : Low Dynamic Range ค่ะ
 
การจะถ่ายภาพ HDR เลยต้องใช้เครื่องมือสำหรับถ่าย HDR และจอสำหรับ HDR โดยเฉพาะค่ะ ซึ่งตรงนี้รายละเอียดจะไม่พูดถึงเนอะ อันนั้นก็เอาไว้ใช้ในวงการแพทย์ หรือกล้อง security ที่ต้องการความแม่นยำสูง ๆ ภาพถ่ายดาวเทียม และอื่น ๆ กันไปเลย
 
แต่เวลาเราถ่ายรูปเล่น ๆ กัน อยากได้ภาพแบบความสว่างเว่อร์ ๆ แล้วยังเห็นรายละเอียดเกือบทั้้งหมดของภาพ เราก็สามารถจะ ลอกเลียนแบบ HDR image ได้ ถ้าจะดีก็ต้องมีหลาย ๆ รูป ที่ถ่ายที่ exposure ต่าง ๆ กัน แล้วเอามาผสม แต่วันนี้เราจะสร้าง HDR image from single photo ค่ะ ง่ายมากกก (ถึงแม้จะเกริ่นเยอะก็ตาม)
 
ก่อนอื่นภาพต้นแบบคือ 
ถ่ายที่มหาลัย แคมปัสฮงโก เมื่อหลายเดือนที่แล้วล่ะ ฟ้าไม่เป็นฟ้าเลย T^T
 
ก็ไปเปิดภาพนี้ใน Photoshop CS5 แล้ว resize ให้เท่ากับที่เราต้องการจะ output (จะได้เร็ว ๆ ด้วย)
Image -> Image Size 
 
จากนั้นเราก็จะทำการปรับภาพให้เป็น HDR เลย 
Image->Adjustment->HDR Toning
มาถึงตรงนี้ก็เสร็จแล้วแหละ ง่ายมาก ลองปรับเล่นกันเองนะคะ ^^
ปรับง่าย ๆ ก็สองจุด คือ Detail (รายละเอียดของภาพ), Vibrance (ความเข้มสี)
 
แต่ว่าเรายังไม่พอใจ เพราะฟ้ามันไม่เป็นฟ้า
เลยไปเอาภาพฟ้ามาจากเน็ท (ขออนุญาติไม่ลงภาพฟ้าต้นแบบค่ะ ^^;)
ลากมาลงในภาพเดียวกัน จะเกิด Layer ขึ้นใหม่เลย เลือก Layer Sky ให้อยู่ใต้ Layer หลักของเรา
(ตอนนี้ layer หลักมันเป็น Background อยู่ถูกล็อกไว้ ต้อง double click จะได้กลายเป็น Layer 1)
 
 
วิธีใส่ฟ้า ที่ง่ายและรวดเร็ว ก็คือคลิกที่ Quick Selection Tool ตรง Toolbar ข้าง ๆ ได้เลย
(อยู่ใน Window -> Tool) 
แล้วมากดที่ตรงสีขาว ๆ ส่วนที่อยากใส่ฟ้า
ถ้าหากเจอส่วนเกินที่ไม่อยากโดนก็เลือก Substract from Selection ตรงแถบ Option (Window -> Option)
พอเลือกส่วนที่จะเป็นฟ้าได้แล้ว ให้กดที่ Select -> Inverse ค่ะ
 
แล้วก็กดที่ Refine Edge (ที่อยู่ตรงแถบ Option เหมือนเดิม)
ปรับค่าตามชอบใจ ของเราก็ปรับง่าย ๆ แบบนี้ 
 
 
ลบฟ้าเดิม (ขาว ๆ ) ออกแล้วก็จะมองเห็นฟ้าที่อยู่ใต้เลเยอร์นี้ค่ะ ปรับตำแหน่งตามชอบใจ
สุดท้ายก็เพิ่มความเว่อร์ของภาพโดยใช้ HDR Toning อีกครั้ง ^^ 
 
 
เสร็จแระ Embarassed
เอนทรี่นี้ขอจัดในหมวด Trip ค่ะ ถึงแม้จะเป็นแค่ one day trip ก็ตาม 
ตอนนี้ญี่ปุ่นอากาศร้อนจัด ๆ มาก ๆ แดดเปรี้ยง ๆ กันเลยทีเดียว
เข้าหน้าร้อนแบบจริงจังแล้วค่ะ รู้สึกแดดปีนี้จะแรงกว่าทุกปีอีกด้วย
 
ร้อนแบบนี้ก็ต้องไปสวนน้ำ หรือทะเลสิ อิอิ ヽ(*^^*)ノ
 
วันอาทิตย์ที่ผ่านมาได้ฤกษ์ดีก็เลยไปเที่ยวสวนน้ำกับเพื่อน ๆ มาล่ะ
Toshimaen (豊島園)
ไม่ไกล้ไม่ไกลจากชินจูกุ ที่สำคัญ นั่งรถไฟไปถึงก็เจอทางเข้าสวนน้ำเลย เรียกได้ว่าสะดวกมากทีเดียว
ในตัวสวนน้ำเองก็เป็นสวนสนุกด้วย สามารถซื้อบัตรเข้าที่รวมทั้งสวนน้ำ และสวนสนุกได้ค่ะ (*´∇`*)
แต่วันนั้นตั้งใจไปสวนน้ำอย่างเดียว เลยซื้อแค่สวนน้ำมาล่ะ หนึ่งวัน คนละ 3500 เยน (ไม่รู้เพราะไปเป็นกลุ่มเลยถูกลงรึเปล่า ป้ายเค้าติดว่า 3800 เยน)
 
ราคานี้ไม่รวม ค่าเช่าห่วงยาง เก้าอี้นั่งตากแดดใน privilege area และค่าเช่าห่วงยางสำหรับ slider ที่ต้องใช้ห่วงยางใหญ่เล่นเท่านั้น
 
เนื่องจากเป็นวันอาทิตย์ และอากาศก็ดีมาก แดดออกสุด ๆ คนก็เลยเยอะมาก
รอเล่น slider ทีนึงเป็นชม.เลยล่ะ ที่สำคัญ รอกลางแดด (TwT。)
กลับมาบ้านนี่ตัวแดงกันเป็นแถบ ผ่านมาสามวันแล้วยังแสบ ๆ ไหล่อยู่เลย ฮือ ๆ o(T^T)o
 

Slider ที่นี่เรียกว่า Hydro Polis ทำมาได้ดีเหมือนกัน แต่ละอันความยาวก็ประมาณ 150 เมตรอัพ ยกเว้นอันที่เป็นแบบเร็ว ๆ ก็จะต่ำกว่า 100 เมตร แต่ก็เร็วมากจนกรี๊ดไม่ทันเลยอ่ะ 55 o(*^▽^*)oエヘヘ!

มียานให้เด็กนั่งเหมือนล่องแก่ง อันนี้ต้องเสียตังต่างหากประมาณ 300 เยน

ทะเลเทียม มีทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ คู่รัก คนเยอะมากกก ประเทศนี้ไปไหนคนก็เยอะจริง ๆ ( ̄Д ̄;; 

ส่วนเครื่องเล่นสำหรับเด็ก ผู้ใหญ่ก็เล่นได้ (。・w・。 ) แต่ว่าเด็กก็เยอะกว่าแหละ

สระว่ายน้ำแบบลู่ ๆ อันนี้ไม่มั่นพอจะลงไปว่าย เพราะว่าเล่นน้ำเฉย ๆ คงไม่ได้ เค้าดูว่ายกันจริงจัง Σ(゚д゚;)

สุดท้ายก็ พวกเรากับห่วงยางที่เช่ามาไว้ไปลอยใน สระน้ำไหล *nagareru pool นั่งก็ได้ เกาะก็ได้ เป็นห่วงยางที่แข็งแรงมาก ๆ ค่าเช่า วันละ 1000 เยน (แอบแพงเหมือนกันนะ) ใช้กันเจ็ดคน 55  (○゚ε゚○)
 

edit @ 13 Jul 2011 09:17:01 by momoocha

เกลียด

posted on 20 Jun 2011 10:15 by momoocha-lover
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ควรจะหนีก่อนที่จะเกลียดไปมากกว่านี้มั้ยนะ?
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ญี่ปุ่น
 
 
 
 
 
รักมาก
 
 
ก็เกลียดมากเหมือนกัน

:: Power of Fashion ::

posted on 06 Jun 2011 09:41 by momoocha-lover  in diary
(* ̄▽ ̄*)~゚ เมื่อวานไปบริจาคเสื้อผ้าให้ทางฝั่งโทโฮคุที่เกิดสึนามิมาค่ะ 
ดีใจมากที่ได้บริจาคซะที เวลามีเสื้อผ้าเก่า หรือเสื้อผ้าที่ซื้อมาแล้วใส่ไม่ชอบ เก็บไว้ก็รกบ้าน
อยู่ญี่ปุ่นจะหาบริจาคของก็ค่อนข้างยาก เพราะว่าคนที่นี่ฐานะไม่ต่างกันมากเท่าไหร่ 
ถ้าจะเอาไปขายให้เป็นของมือสอง เสื้อบางตัวถ้าไม่ใช่ Brand ดัง ๆ เค้าก็ไม่รับ
จะให้ทิ้งก็รู้สึกเสียดายจัง ... (∥≡▽≡)
วันก่อนเพื่อนบอกว่าที่ มารุอิ (ห้างสรรพสินค้าวัยรุ่นถึงวันทำงาน เน้นแฟชั่นเป็นหลัก) มีรับบริจาคนะ
เมื่อวานวันสุดท้ายพอดีเลยพลาดไม่ได้ซะแล้ว 
โครงการ Earth Smile Project @ Marui ค่ะ รับถึงเมื่อวาน (แต่คิดว่าเดี๋ยวก็คงมีอีก)

 
ในเว็บเค้าบอกว่า จากการทำสำรวจมาเสื้อผ้าทั้งหมดที่ผู้หญิงผู้ชายมีในหนึ่งปี
ผู้หญิงมีประมาณ 99 ชุด ไม่ใส่ถึง 41 % ของที่มีทั้งหมด
ผู้ชายมีประมาณ 68 ชุด แต่ไม่ใส่ถึง 33 % ของที่มีทั้งหมด 
 
ดังนั้น มาบริจาคให้ฝั่งโทโฮคุกันเถอะ (=∩_∩=)
 
 
※ของที่รับบริจาคก็จะเป็นเสื้อผ้าที่ใหม่ ๆ หรือว่าใส่แล้วแต่สภาพดีมาก ไม่รับชุด autumn, winter 
ไม่รับรองเท้า ชุดชั้นใน ชุดว่ายน้ำ ชุดนร. uniform ชุดออกกำลังกาย และ accessories ทุกแบบ (ผ้าพันคอ เนคไท และอื่น ๆ)
※ถ้าเป็นถุงเท้า หรือชุดชั้นในต่าง ๆ ต้องเป็นของใหม่เท่านั้น
 
เมื่อวานตอนไปบริจาคก็เห็นคนไปกันเยอะแยะไม่ขาดสายเลย ได้หลาย ๆ ลังเลยทีเดียว รู้สึกดีใจจัง
 
อ้อ พอบริจาคเสร็จจะได้รับคูปองส่วนลดซื้อของในห้างมารุอิเป็นของตอบแทนด้วยค่ะ คูปอง 200 เยน ใช้ได้กับของทุก ๆ 2000 เยน หรือก็คือลด 10% น่ะแหละ ^^


ลังที่เห็นสีแดง ๆ ก็คือลังเสื้อผ้าค่ะ
 

คูปองส่วนลดที่ได้มามากมาย ได้หนึ่งใบต่อหนึ่งตัว (ノ^^)ノ
 

*~ Somewhere over the rainbow ~*

posted on 30 May 2011 11:18 by momoocha-lover  in musicAndLyrics

 Israel "IZ" Kamakawiwoʻole
http://www.youtube.com/watch?v=V1bFr2SWP1I


" Somewhere over the rainbow "

Somewhere over the rainbow

Way up high,
There's a land that I heard of
Once in a lullaby.

Somewhere over the rainbow
Skies are blue,
And the dreams that you dare to dream
Really do come true.

Someday I'll wish upon a star
And wake up where the clouds are far
Behind me.
Where troubles melt like lemon drops
Away above the chimney tops
That's where you'll find me.

Somewhere over the rainbow
Bluebirds fly.
Birds fly over the rainbow.
Why then, oh why can't I?

If happy little bluebirds fly
Beyond the rainbow
Why, oh why can't I?
 
****
 
ที่ฟากฟ้าฝั่งโน้นของสายรุ้ง
สูงขึ้นไปคือที่ที่ฉันเคยได้ยินครั้งหนึ่งในเพลงกล่อมนอน

ที่ฟากฟ้าฝั่งโน้นของสายรุ้ง
ท้องฟ้าสดใสความฝันต่าง ๆกลายเป็นความจริง

สักวันหนึ่งฉันจะขอกับดวงดาว
แล้วลืมตาขึ้นมาในที่ที่มีกลุ่มเมฆทั้งหลายอยู่ข้างหลังแสนไกล
ที่ ๆ ปัญหาทั้งหมดละลายไปเหมือนลูกอมหวาน ๆ
เหนือขึ้นไปสูงยิ่งกว่าปล่องไฟ
 
นั่นคือที่ ๆ เธอจะเจอฉัน

ที่ฟากฟ้าฝั่งโน้นของสายรุ้ง
นกสีน้ำเงินบินว่อนร่อนไป
ถ้านกบินเหนือสายรุ้งงามได้
ทำไมฉันจะทำไม่ได้บ้าง
 
ถ้านกสีน้ำเงินตัวน้อย ๆ นั้นบินข้ามสายรุ้งไปได้
ทำไมฉันจะทำไม่ได้บ้าง?

****