Why do people love each other

posted on 05 Jul 2016 02:35 by momoocha-lover in love

空港で延長する便を待っているあいだはブログでも書こうかなとおもってパソコン開いた。

今日は疲れたから日本語だけでいいやw

タイ語書いたほうが楽じゃないってこと言ってる私w・・

まぁどうせ読んでる人そんなにいないしいいかな。

先回は昔の恋愛についてちょっと書いてたけぢ、今回はずっと頭のなかで準備してきたこれからの恋愛の話もちょっと書いておきたい。

この間うまい話聞きちゃって、英語の文書でかなり感動だけど。

まず、人と人が付き合えるは、なんでだと思う?

仏教上では、昔(前世)の何かお互いあったから、今世でもう一回出会えること。

もしも、前世ではお互い悪いことをしたら、今世は必ずそれを返させるって。

まぁ、この話を聞くと、幸せじゃなくていつも喧嘩してても我慢して
ずっと一緒に居る夫婦をみるとなんとか納得できちゃうかも。

さてと、幸せな結婚って仏教上ではどういうきっかけでしょう

それは、もちろん前世のいいことを一緒にやったからこそ、今世はもう一回出会えて、お互いにいい感じを持ち、会話あまりしなくても長い間知り合っている感じ。

それで、付き合い始めてたら、もう前世のこととは関係ない。

お互いに対して、いいことをするかどうかはもちろん

仏陀の教えによると、幸せな付き合いはこの4つが必死だからだ

1)同じレベルのめ:命をよく取る狩人がいれば、命救う医者は一緒に幸せに暮らせないということ。

2)同じレベルの信条:神様を信じている人と神様嫌い人とは合わないということ。

3)同じレベルの犠牲間:ドケチな人はそうでもない人と一緒にいるとちょっと喧嘩なるということ。

4)同じレベルの知恵:話が合うってことだねこれ、なんでも付き合えて話せるってこと

まぁ、4つともあれば完璧な付き合いだろう。

自分も最初は1番だけでよかったと思ってたけど、やっぱりどっちも大事だからね。

仏教の教えだけではなく、自分ももう一個の話が信じている

人を人好きになれるのは、愛になれるのは以下の3つだと思うな

Respect 尊敬すること

Admire 惚れること

Passion 情熱あること

確かに2つあれば好き、それを信用感も発生したら愛になる。

確かにそうだね。。。

それで、こないだ聞いた感動する分は以下となる。

We spend so much time "with" each other but we don't spend enough time "for" each other.
What's matter is the quality, not quantity.

タイ人夫婦の先生が言ってた。確かにそうだね。

あまり会えないカップルは、会えないから関係の質が低いと思ってたけど、いつもそうでもない。

一緒にいる時間の質が高ければ高いほど、会えない時期なんて問題ないだろう。

今日のブログあちこち話飛んでてるけど、とりあえず忘れないうちに書いときたいから書いちゃったw

 

 

edit @ 5 Jul 2016 02:37:37 by momoocha

ความรักที่จบลง

posted on 01 Jun 2016 14:30 by momoocha-lover in love

ก่อนจะพูดถึงเรื่องความรักปกติ คงต้องมีการท้าวความกันนิดหน่อย
普通の恋愛について語る前には、自分に何かあったかちょっと書こう・・

สวัสดี เรากลับมาพบกันอีกแล้วนะ
ไม่ได้เขียนบล็อกเกี่ยวกับความรักซะนาน
พอดีในสองปีที่ผ่านมา มีเรื่องเกิดขึ้นมากมาย.. ไม่สิ 6-7 ปีที่ผ่านมามากกว่า
ทั้งที่เคยเขียนไปแล้ว พอกลับไปอ่านบล็อกเก่า ๆ ตั้งแต่บล็อกแรก ที่เขียนเรื่องนาโอะ (นามสมมติ) จนถึงบล็อก Mr. Right ที่เขียนถึงหมีหมี (นามสมมติ)
จนมาถึงตอนนี้ ตอนที่ทุกอย่างพังทลายลงไป อะไรที่เราคิดว่าสมบูรณ์แบบ มันกลับเป็นการทำร้ายเราไปซะอย่างนั้น
こんにちは、また会えたんだね・・
久しぶりに恋愛関係のブログでーす
なんか、この2年間、いや6-7年間は本当に自分、いろいろあったから
書いた記事もあるけど、例えば一番最初のやつ、ナオ(もちろん仮名)についてのブログと自分にとって最後の恋だった、クマ(これも仮名)についてのブログ
今まで、自分にとって最後の恋で完璧だと思ってた恋愛がすべて崩れちゃったけどね^^;

ใช่ค่ะ ชีวิตแต่งงานของเราจบลง โดยที่เรารู้สึกว่ายังไม่ทันได้เริ่มอะไรเลยด้วยซ้ำ
ทุกอย่างผ่านไปด้วยความงง แม้แต่ตอนแต่งงาน ที่ดูยิ่งใหญ่ดูเหมือนเต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก
แต่สิ่งเดียวทีรู้สึกตอนนั้น คือมันมีแต่เปลือกจริง ๆ เปลือกที่ทุกคนว่าดี เปลือกที่ดูหรูหรา เปลือกที่ดูเหมือน เรารักกัน..
そうです、私は結婚してバツイチになった。しかし、自分ではまだ何も始まっていないなぁと感じるけどね
全部流れに乗ってそのまま結婚になっちゃって、豪華結婚披露宴だし、他人から見ると
すごいラブラブだと思われるけど。その時、本当に心の底から思ったのは・・外見はきれいだったなぁ
幸せそうには見えるけど、仲が良さそうだったのも、すべて外見だけでした。

แล้วความอดทน ก็ไม่สามารถชนะอะไรได้เลย เมื่อมันตั้งอยู่บนรากฐานของความไม่เข้ากัน หรือความไม่ซื่อสัตย์ต่อกัน ความไม่ใช่..
เรากลายเป็นคนที่ไม่กล้าจะพูดอะไร เพราะกลัวการถูกปฏิเสธ เพราะกลัวถูกโมโหใส่
จนถึงวันนึง เราก็รู้สึกตัวว่า เรากำลังจะเป็นโรคซึมเศร้านะ..
ความจริงที่ไม่อยากจะยอมรับมาตลอด มันก็เริ่มเปิดเผยออกมา
結局、もともと合わない人、素直になれない人って外見と我慢じゃ何も超えられないから。
そっちがゲイとか家族問題とかはともかく、

自分は拒絶されるのが怖くて、怒られるのが怖くて、何も言えない人になってしまったから
そんな自分が嫌いだった

だめだ、このままだとうつ病になる、って気付いたとき、
ずっと認めたくなくて逃避してきた真実が姿を現し始めた・・

ใคร ๆ ก็ถามว่า ก่อนแต่งไม่รู้เหรอ ว่าเขาเป็นอย่างไร
รู้สิ.. แต่มันไม่กล้าเลิกไง
เพราะกลัวว่าจะต้องอยู่คนเดียว
เพราะกลัวว่าจะไม่เหมือนคนอื่น ๆ เขา ที่มีคู่ชีวิต
เพราะกลัวว่าชีวิตเราจะไม่สมบูรณ์แบบ
周りの人はみんなこう聞いてたね、結婚する前から知らなかったの?
知ってたよ、少し、でもやめる勇気がなくて
一人が怖いから。
人間って普通結婚するでしょう、普通の暮らしをしていたかったから。
不完全の人生になるの、怖かったから。

แต่เปล่าเลย..
でも、それはすべて間違ってるね

พอก้าวออกมาถึงได้รู้ว่า
ชีวิตคนจะสมบูรณ์ได้ ไม่จำเป็นต้องมีใครอีกคน
เมื่อไหร่ที่เรารู้สึกว่า ถ้าเราได้สิ่งนั้นมา ได้คนนั้นมา เราจะสมบูรณ์
わかれた後、大切なことを把握した
他人なんて足さなくても完全だって
他人・物が不足している自分のほうこそ

เราจะไม่มีวันสมบูรณ์แบบได้เลย
その点で不完全、いつまでも不完全

PS...

เมื่อวานนาโอะ โทรมาหา พยายามจะพูดจาแย็บ ๆ เหมือนจะเช็คเรทติ้งว่า เราเหงาไหม (ทั้ง ๆ ที่เขามีเมียมีลูกแล้วอ่ะนะ)
รู้สึกขำมาก ที่ผู้ชายคนนึง สันดานเมื่อ 8 ปีที่แล้วเป็นอย่างไร จนตอนนี้ก็ยังไม่เปลี่ยน ไม่มีพัฒนาตัวเองขึ้นเลยนะ
แน่นอนว่าด่าไปแล้ว ตรง ๆ เลยด้วย.. แถมทิ้งท้ายว่า ดูแลภรรยา และลูกสาวให้ดีนะคะ :) เลิกซะเหอะ ความเจ้าชู้เนี่ย

เพราะเราไม่มีทางรู้หรอกนะ ว่าชีวิตจะต้องเจอกับอะไรบ้าง
ขอบคุณตัวเองเสมอ ที่ไม่หลงไปในวังวนอุบาทว์แบบนั้น ไม่ต้องสร้างกรรมใหม่
ชาตินี้ ชดใช้กรรมเก่าก็เพียงพอแล้ว ^^
後付けだから日本語にしなくていいかもw

edit @ 1 Jun 2016 14:42:14 by momoocha

edit @ 1 Jun 2016 19:42:31 by momoocha

久しぶり・・

posted on 27 May 2016 21:40 by momoocha-lover

せっかくだから日本語で書いてタイ語訳(?)にしてみようかな
ไหน ๆ ก็เขียนบล้อกทั้งที เขียนเป็นภาษาญี่ปุ่นแล้วลองแปลเป็นไทยดูดีกว่า

本当に最近日本語でチャットなどメールなどで書いてるから、やっぱり私って日本語が好きだなぁ
จริง ๆ ช่วงนี้ได้มีโอกาสใช้ภาษาญี่ปุ่นในการแช็ท เขียนอีเมลบ้างอยู่เรื่อย ๆ ทำให้รู้ตัวว่า ฉันเนี่ยรักภาษาญี่ปุ่นจริง ๆ เลยนะ

さてと、、久しぶりに書くブログだから改めてはじましてって言ってもいいかも
เอาล่ะ.. ไม่ได้เขียนบล็อกมาซะนาน ขอสวัสดีกันใหม่อีกครั้งเลยนะคะ ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ

このブログを始めた時に、日本に留学した初年だったらしいね
ตอนที่เริ่มเขียนบล้อกที่เว็บนี้ เป็นตอนที่พึ่งไปเรียนต่อที่ญี่ปุ่นเลยเนอะ

最初も恋愛の話で、最後はお勉強の話・・
ตอนแรกสุดก็เป็นเรื่องความรัก หลังสุดกลายเป็นเรื่องเรียนซะงั้น

これからは日常、知識などを書いていきたいと思います
ต่อไปนี้ก็ตั้งใจว่าจะเขียนเรื่องชีวิตประจำวัน เรื่องความรู้ต่าง ๆ อะนะ

今日はこれにしよう
วันนี้เอาเรื่องนี้ละกัน..

研究とは何か?w
การวิจัย..​คืออะไร?

今日東大の指導教員と、今の学生について相談した
วันนี้ได้คุยกับเซนเซที่โทไดเรื่องนักศึกษาของตัวเองตอนนี้

学生は優秀な人で責任感もあるけど、やっぱり文科省の奨学金で日本に留学いかせたいから
เนื่องจากเป็นเด็กที่เก่งมาก ๆ แถมยังมีความรับผิดชอบ ยังไงก็อยากให้ได้ไปเรียนต่อที่ญี่ปุ่นด้วยทุนมง

先生と相談させていただきました。
เลยไปปรึกษาเซนเซมาน่ะนะ

ただ、やりたいことはまだ把握してないのにあちこちのテーマに変わっていくのは
แต่ว่า นศ.ท่าทางจะยังไม่แน่ใจว่าอยากทำอะไรกันแน่ หัวข้อเลยดูไม่ค่อยชัดเจน เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา

タイの学部システムはだいたい開発思考で育ちだったかもしれません
จริง ๆ แล้วคงเป็นเพราะการศึกษาแบบไทย ๆ ทำให้เด็กคิดได้แค่จะสร้างอะไร จะพัฒนาอะไรเฉย ๆ มากกว่า (ไม่ใช่วิจัย)

だから先生は、
เซนเซก็เลยบอกว่า..

学生さんの興味がどこにあるのか
ความสนใจของนักเรียนคืออะไร
その周辺技術に興味があるのか?
แล้วมีความสนใจวิธีการอะไรที่เกี่ยวข้องหรือเปล่า
どのような技術/知識を使って,それを実現するのか?
ตั้งใจว่าจะใช้วิธีอะไร ความรู้แบบไหนบ้าง ที่จะทำให้มันเป็นจริงขึ้นมา
というあたりを,よく考えて分野を選ぶのが良いでしょう
เรื่องพวกนี้ต้องคิดให้ดีก่อน แล้วค่อยเลือกเมเจอร์นะ

って言ってくれました・・
確かにそれをきちんと考えてから研究テーマを選んで、研究室選んで、大学決まるという基準で行かないと
พอมาคิดดูแล้วก็จริงนะ เราควรจะเลือกก่อนว่าสนใจอะไร วิธีการแบบไหน แล้วค่อยเลือกแล็บที่จะเข้า สุดท้าย ก็เป็นมหาลัยที่จะไป.. มันควรจะเป็นลำดับแบบนี้
 
さてと、研究とはなんだろう
เอาล่ะ.. งั้นการวิจัย คืออะไรกันล่ะ
 
私にとって、研究というものは Contribution of knowledge だね
สำหรับฉัน.. คิดว่าคำว่าวิจัยคือ Contribution of knowledge นะ
 
何かの開発して儲けるじゃなくて
ไม่ใช่ว่าเราผลิตอะไร แล้วขายได้ ทำกำไรหรืออะไร
 
世界にとって新しい知識を足すことが
แต่เราได้เพิ่มพูนความรู้ใหม่ ๆ อะไรให้กับโลกบ้าง
 
研究なんじゃないかな?
น่าจะเป็นการวิจัยนะ
 
でも、それを厳しくいうとPure scienceになっちゃうからどうかなw
แต่ว่า..​ถ้าจะเอาแค่แง่นั้นอย่างเดียว ก็จะกลายเป็นวิทยาศาสตร์แบบบริสุทธิ์ไปเลย
 
まぁ、学部と大学院の違いは、研究は何かをきちんと分けられることだね。
เอาเป็นว่า ป.ตรี กับ ป.โท เอก.. ความแตกต่างคือการแยกให้ออกว่าการวิจัยคืออะไรน่ะนะ ^^

終わり・・
จบดื้อ ๆ
 
 

 

กำแพง (壁) - The bottom blues

posted on 27 May 2016 16:13 by momoocha-lover in musicAndLyrics

ด้วยการแปลเพลงก่อนเลย ขอประเดิมด้วยเพลงนี้นะ

ช่วงนี้ The bottom blues เหมือนจะมีข่าวฉาวมั้ง เห็นเพื่อนโพสว่าเลิกฟังเพลงเพราะนักร้องทำตัวไม่ดี (ต่อภรรยาและลูก?) จริง ๆ ฉันก็ไม่ได้สนใจอะไรเท่าไร เพราะว่าฟังเพลงของเค้าไม่ใช่สนใจชีวประวัติ หรือนิสัยเค้าซะหน่อย

เอาเป็นว่าเจอเพลงนี้ระหว่างฟัง Youtube ไปเรื่อย ๆ เพราะดี เลยหยิบมาแปลเป็นภาษาญี่ปุ่นดู ถ้าผิดหรือมีตรงไหนแนะนำก็บอกด้วยนะคะ :) 

https://www.youtube.com/watch?v=ogpY5TKNx1g

เนื้อเพลง: กำแพง (壁)
ศิลปิน: แอมมี่ ไชยอมร (The Bottom Blues)

ฉันคงไม่อาจเข้าใจความรักสุดแสนประหลาด ของเธอ
私はあなたの変わった恋愛をどうしても理解できないと思う・・

รักเธอเท่าไหร่ก็มีแต่เปลืองหัวใจเปล่าเปล­่า นะเธอ
どんなにあなたを愛してあげても無駄なんじゃないかな

เปิดประตูต้อนรับความอ่อนแอ
もう限界に来ているから、自分の弱さを認める時期に来た
คงถึงเวลาแล้ว ที่ต้องยอมแพ้
そろそろ諦める頃のようだ

ฉันคงไม่มีแรงที่จะข้ามกำแพงที่เธอสร้าง
あなたの心に作ってあった壁を超える
ขึ้นไว้ภายในจิตใจเธอ ดูสูงเกินปีนป่าย
力は足りないかも、見るだけでかなり高くて超えられないよ
ฝืนไปคงไม่ดีนัก กับรักที่เธอไม่เคยเห็น
目に入ったことのない愛には、無理してもどうか
หัวใจเธอยังคงเป็นของใคร ที่ไม่ใช่เรา
あなたの心は私のじゃなく、別の人のものだから・・

ความจริงก็รู้ว่าเธอไม่ต้องการ
別にほしくないだってわかってるのに
แต่เพราะว่ารักจึงรอมาเนิ่นนาน
好きだからずっと待ってきたんだけど・・

เปิดประตูต้อนรับความอ่อนแอ
もう限界に来ているから、自分の弱さも到達してきた
คงถึงเวลาแล้ว ที่ต้องยอมแพ้
諦める時間になっちゃうかも

ฉันคงไม่มีแรงที่จะข้ามกำแพงที่เธอสร้าง
あなたの心に作ってあった壁を超える
ขึ้นไว้ภายในจิตใจเธอ ดูสูงเกินปีนป่าย
力は足りないかも、見るだけでかなり高くて超えられないよ
ฝืนไปคงไม่ดีนัก กับรักที่เธอไม่เคยเห็น
目に入ったことのない愛には、無理してもどうか
หัวใจเธอยังคงเป็นของใคร ที่ไม่ใช่เรา
あなたの心は私のじゃなく、別の人のものだから・・

ฉันคงไม่มีแรงที่จะข้ามกำแพงที่เธอสร้าง
あなたの心に作ってあった壁を超える
ขึ้นไว้ภายในจิตใจเธอ ดูสูงเกินปีนป่าย
力は足りないかも、見るだけでかなり高くて超えられないよ
ฝืนไปคงไม่ดีนัก กับรักที่เธอไม่เคยเห็น
目に入ったことのない愛には、無理してもどうか
หัวใจเธอยังคงเป็นของใคร ที่ไม่ใช่เรา
あなたの心は私のじゃなく、別の人のものだから・・

 

edit @ 27 May 2016 22:07:09 by momoocha

edit @ 27 May 2016 22:08:49 by momoocha

The PhD

posted on 31 Jan 2013 12:25 by momoocha-lover in diary directory Diary
อยู่ญี่ปุ่นมากำลังจะครบ 5 ปีเต็ม
ในที่สุดก็จะได้กลับบ้านพร้อมกับใบปริญญาที่กว่าจะได้มาก็แสนจะยากลำบาก
สอบ Defense ผ่านแล้วค่า :)
ตอนนี้็เหลือแต่ส่งทีสิสเล่มจริงแล้วก็(น่าจะ)โอเค
 
ปริญญาเอก...
 
ก่อนจะมาเรียนก็ดูเป็นอะไรที่สูงเหลือเกิน คิดไปเองว่าเป็นการเรียนระดับสูงสุดไปแล้ว
แถมยังเปลี่ยนสายเรียนแบบสุดโต่ง จากสายศิลป์ (ด้านภาษาญี่ปุ่น) มาเป็นวิทย์คอมแรง ๆ
จะว่าไปแล้วห้าปีนี้ สิ่งที่เปลี่ยนแปลงมากที่สุดก็คือตัวเราเองแหละนะ
 
2008 นศ. วิจัย 1 ปี
มองดูรุ่นพี่ปริญญาเอกทำงานช่างเก่งเหลือเกิน ทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น
อจ.บอกว่า มันอยู่ที่ประสบการณ์ อีก 3-4 ปีก็เปลี่ยนเหมือนกัน
อะไร ๆ ก็ไม่รู้ แต่ไม่เป็นไร เราพึ่งจะเริ่มต้น
 
2009 ป.เอก ปีที่ 1
อะไร ๆ มันก็ใหม่ไปหมด แต่ทุกอย่างสนุกมาก ยากแต่ก็สนุก ทำอะไรได้นิดเดียวก็ภูมิใจเหลือเกิน..
 
2010 ป.เอกปีที่ 2
เริ่มจะเอาผลงานออกสู่สายตาชาวโลก อะไร ๆ ก็ดูมีโอกาสไปหมด ไอ้โน่นก็น่าทำ ไอ้นี่ก็น่าทำ การวิจัยสนุกจัง..
 
2011 ป.เอกปีที่ 3
ความจริงเริ่มปรากฎ งานวิจัยที่สำเร็จ ไม่ได้อยู่บนพื้นของความสำเร็จ แต่มันมาจากความล้มเหลวหลาย ๆ ครั้งต่างหาก
มองอะไรก็เป็นลบ ทำไอ้นี่ก็ไม่น่าจะเวิร์ค อันนั้นก็เสียเวลา.. อยากจะเลิกซะเดี๋ยวนี้ มีใบลาออกที่เซ็นชื่อเรียบร้อยอยู่ในลิ้นชัก ราวกับเป็นเครื่องลางการันตีว่า ชั้นก็มีทางออกนะ
 
2012 ป.เอกปีที่ 4
ในเมื่อตัดสินใจจะสู้ต่อ ทุกวันก็ต้องตั้งใจ...
และแล้วก็ได้ส่งทีสิส สอบ defense ผ่านจนได้
เป็นรุ่นพี่แล้วนะ..
 
ถ้าวันนั้นตัดสินใจลาออกไป ก็คงจะไม่มีเราในวันนี้
5 ปีที่ผ่านมาเสียเวลาไหม คุ้มไหมกับสิ่งที่ได้มา
คำตอบตอนนี้ อาจจะไม่เหมือนกับอีก 10 ปีข้างหน้าก็ได้
 
ชีวิตคนเราก็เหมือนกับเรื่องราวในหนัง
บางสิ่งที่ดูแสนจะเหนื่อยเหลือเกิน มันก็เป็นแค่ตอน ๆ เดียวที่ตัดมา
 
เซนเซบอกว่า เมื่อไหร่ที่รู้สึกสงสัยในความสามารถของตัวเอง
อนุญาติให้เอางานเก่าเมื่อ 3-4 ปีก่อนมาเปิดดูได้
แล้วจะรู้ว่าเราโตขึ้นมากเพียงไร :)
แต่ยังไงก็ตาม ชีวิตก็คือการเรียนรู้ตลอดเวลา
 
ณ วันนี้ เราพูดได้อย่างเต็มปากว่า
ปริญญาเอกไม่ใช่การเรียนระดับสูงสุด
และไม่มีสิ่งที่เรียกว่า การเรียนระดับสูงสุด ในโลกใบนี้หรอก
ยิ่งเรียนยิ่งรู้สึกว่าตัวเองไม่รู้ ก็เพราะไม่รู้เลยอยากรู้ มันเป็นวงจรแบบนี้แหละ
 

Autumn in Kamikochi

posted on 22 Oct 2012 16:18 by momoocha-lover in Trip directory Travel, Diary
ไปดูใบไม้เปลี่ยนสีที่คามิโคจิ (kamikouchi 上高地) มาค่ะ แถบ ๆ จังหวัดนากาโนะ และกิฟุ
คราวนี้ไปเป็นทัวร์ ของ JTB monogatari 
เป็นทัวร์แบบนั่งบัสไปกลับโตเกียว (ขึ้นได้สองที่คือสถานีชินจูกุ กับสถานีโตเกียว)
สนนราคา 14800 เยน ค้างหนึ่งคืนที่ทาคายาม่า รวมอาหารเย็นและอาหารเช้าที่โรงแรม ค่าเดินทางไปกลับทั้งหมด
นับว่าเป็นราคาที่ไม่แพงเลย เพราะปกติแค่ค่ารถบัสไปกลับทาคายาม่า-โตเกียว ก็ปาเข้าไปหมื่นกว่าเยนแล้วล่ะ
 
เป็นทริปที่ประทับใจมาก เพราะว่าเป็นครั้งแรกที่ไปทัวร์แบบมีคนติดรถไปด้วยค่ะ
จะว่าเป็นเหมือนไกด์ก็ได้ แต่ว่าไม่ใช่ไกด์ (เพราะไกด์ที่ญี่ปุ่นจะต้องมีแถบคาด มีใบอนุญาติ)
เหมือนคนติดรถไปเป็นผู้อำนวยความสะดวกต่าง ๆ มากกว่า เรียกว่าคนดูแลละกัน
มารยาทดีมากกกก เริ่่มตั้งแต่ตอนออกจากชินจูกุ 7:40 เช้า ก็มีการแนะนำตัว (คนดูแล และพนักงานขับรถ) แนะนำรายการทัวร์ทั้งหมด แบบคร่าว ๆ ลงละเอียดถึงว่า วิ่งอีกประมาณกี่นาที ๆ จะจอดพักที่ไหน ๆ จะมีอะไรขายบ้าง ของฝากที่น่าซื้อของแต่ละที่มีอะไร อากาศเป็นยังไง บลา ๆ
 
เมมเบอร์ในรถก็มีแต่รุ่นสูงอายุกันทั้งนั้น
เพื่อนบอกว่าทริป hiking ส่วนมากก็จะเป็นพวกคนแก่ ๆ ไปกันนี่แหละ (แข็งแรงกันจัง)
ลุงป้านั่งกันเต็มรถเลย สรุปว่าทริปนี้เต็มรถเลยค่ะ
 
รถวิ่งไปประมาณชม.ครึ่ง ตามที่บอกไว้จริง ๆ ก็แวะจุดพักรถ
ชอบจุดพักรถของญี่ปุ่นมากค่ะ แม้จะไม่ใช่ครั้งแรกที่มาจุดพักรถพวกนี้ ประทับใจทุกครั้ง
ห้องน้ำสะอาดมาก และมีหลายห้องมาก ๆ
อาหารการกินสะดวกสุด ๆ แถมยังมีบริการน้ำดื่ม น้ำชา ฟรีด้วยอ่ะ
 
การเดินทางจากโตเกียวไปจังหวัดนากาโนะค่อนข้างใช้เวลาค่ะ
ประมาณสามสี่ชม. ถึงจะเข้าเขตจังหวัด
จุดแรกที่เราไปกันคือ ยอดเขาโนริคุระ... สองข้างทางมีโคโยให้ดูสวยงามมาก แต่เสียดายที่เป็นทางวนไปวนมาบนเขา เลยเมารถสุด ๆ ไม่ค่อยได้ดื่มด่ำกับบรรยากาศเท่าไหร่
 
บนยอดเขาโนริคุระหนาวมาก 0 องศา แถมยังมีลม ดีนะที่เอาเสื้อดาวน์มาด้วย ตั้งแต่เกิดมาพึ่งเคยหนาวจนปวดหัวปวดหูสุด ๆ ก็คราวนี้นี่แหละ (เตรียมตัวมาไม่ดีพอ ไม่เอาหมวกมา T_T)
 
ลงจากโนริคุระก็ค่อยยังชั่วขึ้นหน่อย มีเวลาเหลือเลยได้มาเดินเล่นในตัวเมืองฮิดะทาคายามะ (hida takayama 飛騨高山) 
ทาคายามะเป็นเมืองน่ารัก ๆ ที่ล้อมรอบไปด้วยภูเขาค่ะ
ไฮไลท์ของเมืองนี้คือความเป็นเมืองเก่า และก็เนื้อวัวฮิดะ (hida gyu 飛騨牛)อิอิ
เคยมาสองปีที่แล้ว ไม่เปลี่ยนเลย ฮิดะอร่อยเหมือนเดิมมม
เดินเล่นในเมืองทาคายามะนี่นอกแพลนล่ะ .. 
 
โรงแรมพักที่ทาคายามะค่ะ ห่างจากตัวเมืองพอสมควร นั่งรถประมาณ 15 นาที
คุณภาพโรงแรมก็โอเค ระดับประมาณ 3 ดาวค่ะ
อาหารเย็นเป็นบุฟเฟ่ ซึ่งจัดว่าใช้ได้เลยในราคาทัวร์แค่นี้ ^^
สลัดกับปลาแซลมอนสดมาก ชอบมากก
ที่ติดใจสุด ๆ คือออนเซ็นของที่นี่ค่ะ 
เพราะว่าเป็นโรงแรม ไม่ใช่เรียวกัง (ryoukan 旅館)ปกติมักจะไม่ค่อยมีให้แช่ออนเซ็นเท่าไหร่
แต่ที่นี่มีค่ะ เป็นแบบสร้างขึ้นมาเอง เอาน้ำแร่ใส่ลงไป
แถมยังทำโระเทนบุโระด้วย (rotenburo 露天風呂) คือแช่ข้างนอกตัวตึก จะได้สัมผัสกับอากาศจริง ๆ เต็มที่
ต่อให้ไม่ใช่ธรรมชาติ 100 เปอร์เซนต์ แต่ฟินมาก 
 
วันถัดมาก็จะเป็นไฮไลท์ของทัวร์ค่ะ อาหารเช้าก็เป็นบุฟเฟ่อีกเช่นเคย แต่อาหารก็เปลี่ยนเป็นแบบญี่ปุ่น และมีขนมปังให้บ้างนิดหน่อย
วันนี้จะขึ้นเขาไป Kamikouchi ค่ะ วิ่งต่อไปจากทาคายามะอีกประมาณ 2 ชม. ไปต่อรถสำหรับขึ้นเขา (บัสของเมืองนั้น ๆ) อีกประมาณ 20 นาที เราก็ไปพบกับวิวแบบนี้... (ต่อไปนี้เป็นรูป...)
 
ทะเลสาบไทโช (taisho ike 大正池) เกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟใกล้ ๆ นี่เมื่อนานมากแล้วล่ะ
 
สีน้ำสวยมาก น้ำใสมากกก
 
คัปปะบาชิ (kappa bashi 河童橋) สะพานคัปปะ มีการทำมาสค็อตตัวคัปปะไว้มากมายเต็มไปหมดเป็นของฝากด้วย
 
ที่เห็นเป็นเทือกเขานั่นยังไม่ใช่หิมะนะคะ เป็นเทือกเขาหิน ๆ อยู่ด้านหลังล่ะ
 
บอกได้คำเดียวว่า...
ฟินมาก *_*
เสียดายอย่างเดียวคือ ที่นี่ไม่ค่อยมีโมมิจิ หรือที่มีก็ยังไม่ค่อยแดง โทนสีเลยเป็นเหลือง ๆ ส้ม ๆ มากกว่าล่ะ 
 
ใช้เวลาอยู่ที่คามิโคจิสามชม. เต็ม ๆ (เป็นไฮไลท์ของทัวร์นี้เลย)
ก็มานั่งรถต่อ แวะเที่ยวต่ออีกที่นึง แล้วก็ตรงกลับโตเกียวค่ะ
ขากลับเจอรถติด เย็นวันอาทิตย์เห็นว่าคนจะกลับมาจากรีสอร์ทส่วนตัวกันเยอะ (แถวคารุอิซาวา) พวกขาเข้าโตเกียวจากนากาโนะเลยรถติดมากกกก
กลับมาเลทกว่าที่คาดไว้ชม.นึงล่ะ - -

edit @ 24 Oct 2012 14:07:15 by momoocha

Tokyo Hike 2012

posted on 16 Oct 2012 09:42 by momoocha-lover in diary directory Lifestyle, Travel, Diary
ไปเดินรอบโตเกียวมาค่ะ
จะว่าเดินรอบก็ไม่ใช่หรอก
ประมาณครึ่งรอบของสาย ยามาโนะเตะ อ่ะค่ะ 
 
* * *
9:00
เราเริ่มกันที่มหาวิทยาลัยวาเซดะ 早稲田大学 ตอน 9โมงเช้า
ม.วาเซดะเป็นม.เอกชนอันดับหนึ่ง คู่มากับม.เคโอ 慶應義塾大学
(keio gijuku daigaku แต่เรียกกันย่อ ๆ ว่า keio daigaku)
เน้นทั้งเรียนและเล่นแบบจริงจัง
วันนี้ขอแอบมาเป็น นศ. วาเซดะหนึ่งวันค่ะ 
บัตรเข้าร่วมงาน
 
Tokyo Hike มีพิธีเปิดอย่างสมเกียรติ 
ก่อนเข้าไปนั่งในพิธีเปิดคนที่มาร่วมงานก็จะได้รับ
ผ้าคาดหัว 鉢巻き (hachi maki)
โบร์ชัวร์บอกเส้นทางเดินอย่างละเอียด
น้ำเปล่าหนึ่งขวด
ค่าเข้าร่วมงานคราวนี้ คนใน (เด็กวาเซดะ) 500 เยน คนนอก 700 เยนค่ะ 
คนเข้าร่วมอีเว้นท์นี้ประมาณ 800 คนได้
ผู้หญิงเข้าร่วมครึ่งต่อครึ่ง บางคนก็แต่งตัวกันมาเหมือนจะไปช้อปปิ้ง
แต่ทุกคนก็ใส่รองเท้าเดินง่าย ๆ มา รู้งานกันดี 
 
ตอนแรกคิดว่าเป็นอีเว้นท์สำหรับ นศ.ต่างชาติ เป็นหลัก..
ที่ไหนได้ นี่มันชมรมออกกำลังกายของเด็กป.ตรีนี่หน่า
สรุปก็เลยมีกะเหรี่ยงอยู่ไม่กี่คนค่ะ ฮ่า ๆ
คนญี่ปุ่นมากมายเป็นส่วนใหญ่ ที่สำคัญ แต่ละคนก็เด็ก ๆ กันทั้งนั้น
เริ่มพิธีโดยการกอดคอร้องเพลงมหาลัย น่ารักดี 
 
มีการแจกกระดาษให้แต่งกลอนไฮกุด้วย
เพราะว่าชื่ออีเว้นท์คือ โตเกียว ไฮกุ (Tokyo Hike Tokyoハイク) เลยไปพ้องเสียงกับ 俳句 
เป็นการเล่นคำแบบ だじゃれ (dajare) ของญี่ปุ่นล่ะ 
Opening ceremony

* * *
12:30
พักกลางวัน ในที่สุดก็เดินมาถึงมหาวิทยาลัยโฮเซ (法政大学)
เดินมาแล้วประมาณ 9.2 กิโล
ม.โฮเซเป็นม.เอกชนชื่อดังอีกที่หนึ่งของญี่ปุ่น
ได้ข่าวว่าคนที่เรียนก็เป็นพวกมีกะตังทั้งนั้น ๆ
ที่นี่ทางสต๊าฟก็ตั้งกันเป็นกลุ่มใหญ่ แจกโอเบนโต お弁当 
มีสามชนิด แบบสุขภาพ ๆ (เน้นผัก) กุ้งทอดปลาทอด มีผัก และแบบเน้นแคลอรี่ (stamina boost)
แน่นอนว่าเดินมาขนาดนี้ ไม่ห่วงอ้วนกันแล้วแหละ ก็ต้องกินข้าวไก่ทอด とり勝つ torikatsu
เสียดายที่ข้าวเย็นไปหน่อย (แต่ 800 คนจะอุ่นก็คงลำบากอ่ะนะ) และระหว่างนั่งกินกันอยู่ฝนก็ปรอย ๆ ลงมา
Lunch boxes
 
* * *
15:30
ในที่สุดก็มาถึงสวนอุเอโนะ 上野公園 ueno kouen 
เดินมาแล้วประมาณ 14 กิโล เอ๊ะทำไมรู้สึกเหมือนเดินมาแค่ 10
แสดงว่ายังไหวอยู่ ๆ ก่อนหน้านี้ก็ผ่านสถานที่สำคัญ ๆ มากมาย เช่น
東京ドーム (Tokyo Dome) 湯島 (Yushima)
กำลังจะวนเข้าไป 本郷 hongo หรือเขตรั่วของม.โทไดค่ะ
ไปผ่านถนนฮงโก ที่ตัดผ่านแคมปัสฮงโก.. มิน่าทำไมมันคุ้น ๆ
แต่เดินเท่าไหร่ก็ไม่เห็นจะออกจากเขตนี้ซะทีแฮะ 
 
* * * 
16:15
เดินมาแล้ว 18 กิโล
จริง ๆ ตอนนี้ต้องได้นั่งพักครั้งที่สอง ที่ม.โทโย (東洋大学 toyo daigaku)
แต่ว่าทำเวลากันไม่ค่อยดี บวกกับมีฝนโปรยปรายมาตลอดทาง คนเริ่มเหนื่อยกันมากแล้ว
สต๊าฟของงานเลยยืนแจกบราวนี่คนละหนึ่งกล่อง แล้วให้เดินต่อไปเลย
จุดนี้.. ปวดน่องสุด ๆ
 
* * *
17:30
เดินมาแล้ว 24 กิโล
ในที่สุดก็ถึงจุดหมาย คือกลับมาที่จุดเริ่มต้นค่ะ
เป็นอันเสร็จสิ้นภารกิจวันนี้
มีคนใส่ชุดตุ๊กตาหมีที่เป็นสัญลักษณ์ของวาเซดะมายืนต้อนรับ
เข้าไปถ่ายรูปด้วยสภาพสุดโทรม
แล้วก็ได้รับของที่ระลึกมาเป็นป้ายผ้า 
เข้าไปนั่งฟังพิธีจบ
มีการแสดงของชมรมเชียร์ เก่งกันมาก ๆ 
และเชิญชวนให้เข้าร่วมงานมหาลัยที่จะมีขึ้นในอีกไม่กี่อาทิตย์นี้
Goal ~

คนนอกที่มาเข้าร่วมมีจำนวนน้อยมากกว่าที่คิดแฮะ..
ตอนจบก็ร้องเพลงมหาลัยกอดคอกันไป
แต่มีประธานชมรมเชียร์มาตะโกนเชียร์ (?) ไปด้วย
สรุปว่าที่นี่สนุกจริง ๆ ^^ เป็นหนึ่งวันที่เหนื่อยมาก แต่ก็สนุกมากเลยล่ะ :D
ป้ายผ้าที่ได้รับมา เขียนว่า waseda daigaku taiiku matsuri 2012
(Waseda university's exercise event 2012)

edit @ 24 Oct 2012 14:18:49 by momoocha

edit @ 24 Oct 2012 14:19:37 by momoocha

ในที่สุดหน้าหนาวที่ยาวนานสุด ๆ ในรอบห้าหกปีของญี่ปุ่นก็ผ่านพ้นไปแล้วค่ะ
ฤดูใบไม้ผลิมาเยือนแล้ว ดีใจจังเลย
 
ต่อไปนี้ก็ไม่ต้องเปิดฮีทเตอร์ตอนนอน แล้วตื่นมาคอแห้งผากเพราะอากาศแสนแห้งอีกแล้ว
ใบไม้ใบหญ้าก็มีชีวิตชีวา เมืองก็สดใสไปด้วยสีเขียว
 
ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่แสนจะมีเสน่ห์ เพราะทุกอย่างเริ่มต้นปีที่ 1 เมษา (ถึงแม้ว่าตอนนี้จะผ่านไปเกือบสามอาทิตย์แล้วก็เหอะนะ แหะ ๆ ) 
นร.เปิดเรียนประมาณ 1 อาทิตย์หลังจากเข้าเดือนเมษา
พิธีเข้าการศึกษา การรับน้องใหม่ของชมรมต่าง ๆ ก็คึกคักกันมาก
ที่มหาลัยเรามีรุ่นพี่ออกมาโฆษณาชมรมตัวเองกันก่อนพิธีเปิดการศึกษากันใหญ่
 
ส่วนบริษัทก็เริ่มให้มีการเข้างาน ของพนักงานใหม่ในต้นเดือนเมษากัน
เดือนนี้ต้นเดือนตรงกับวันที่ 2 เมษา วันจันทร์ อากาศสดใสมากทีเดียว
 
ซากุระก็มาพร้อมกับปีใหม่ ๆ (เมื่อเมษาเป็นการเริ่มต้นของหลาย ๆ อย่าง ญี่ปุ่นเลยให้ความสำคัญกับเดือนเมษาเหมือนเป็นปีใหม่เช่นเดียวกับ fiscal year ในโลกธุรกิจเลยค่ะ)
สีชมพูสาดไปทั่วเหมือนใครเอาสีมาแต้มไว้

ซากุระของญี่ปุ่นที่เห็นกันเยอะ ๆ มีหลายชนิดปนเปกันไป บางอันก็เป็นพันธุ์ผสมค่ะ 
 

ชิดาเระซากุระ เป็นซากุระที่สีจะชมพูสดใส ดอกเล็ก ๆ ห้อยลงมาเป็นพวงยาว ๆ
 

ชิดาเระซากุระ สวยงามมาก
 
โซเมโยชิโนะ ซากุระที่เป็นพันธุ์หลักของญี่ปุ่น เห็นได้ทั่วไปตามถนนหนทาง สวนต่าง ๆ 
ดอกจะมีสีออกขาว ชมพูอ่อน ๆ พอรวมกันเป็นพวงแล้วจะเหมือนก้อนเมฆเลยล่ะ
 

โซเมโยชิโนะที่บานสะพรั่งในบ่ายวันหนึ่ง ทางเดินหลังมหาลัย
 
ส่วนช่วงนี้ซากุระร่วงไปหมดแล้วค่ะ เหลือเพียงอีกพันธุ์ที่จะบานท้ายที่สุดก็คือ
ยาเอซากุระ ^^ ไม่ได้ถ่ายรูปมาคราวนี้ล่ะ เป็นซากุระที่กลีบดอกจะซ้อน ๆ กัน สวยงามมากเลย
 
 

ใบไม้สีแดง ๆ

posted on 09 Dec 2011 09:04 by momoocha-lover in Photo
โมมิจิที่ถ่ายได้แถว ๆ มหาลัย
 
ใบไม้เปลี่ยนสี
แล้วก็ร่วงไป
ผ่านมา
แล้วก็กำลังผ่านไป...
 
ญี่ปุ่นเข้าหน้าหนาวแล้วค่ะ แต่ปีนี้ใบไม้แดงช้ากว่าปกติ คงเพราะว่าหนาว
มีช่วงให้เหลือง ๆ แดง ๆ ได้แป๊บนึง เมื่อเช้าใบไม้แดง ๆ เหลือง ๆ ยังเต็มต้นอยู่
ก็มีฝนผสมหิมะ (เรียกว่า มิโซเระ 霙) ตกลงมาให้เย็นยะเยือกกันไปตาม ๆ กัน
 
ใบแปะก๊วยร่วงเต็มทางเดิน ในมหาลัย
 
秋は恋のように...一瞬のものだね
Autumn is like love. It happens in such a short time ^^
 
 
 

กฎเหล็กแห่งความรัก

posted on 04 Nov 2011 23:34 by momoocha-lover in love
I belive in the law of demand and supply..
 
เกิดมาก็หลายปี มีความรักมาหลายครั้ง ทั้งล้มเหลว ผิดหวัง เศร้าเสียใจ ดีใจ ร้องไห้มาตั้งเท่าไหร่
ทุกครั้งความรักที่ผ่านไปได้สอนให้เราเป็นผู้ใหญ่ขึ้น
 
ฉันได้บทสรุปของความรักมาหนึ่งอย่าง
มันน่าจะเป็นกฎเหล็กสำหรับการรักษาความสัมพันธ์
 
demand = supply 
การร้องขอ กับการให้
ควรจะเท่ากันเสมอ
 
ความรักจะเริ่มสั่นคลอน เมื่อ demand เริ่มมากเกินไป (ฝ่ายนั้นไม่อยากให้)
หรือ supply มากเกินไป (ฝ่ายนั้นไม่ต้องการ)
 
เมื่อแรกเจอกัน ความรักมาพร้อมกับ supply ที่พอดี ๆ 
พอเวลาผ่านไป demand อาจจะเริ่มมากขึ้น ถึงแม้ว่า supply ไม่ได้ลดลงไป
แต่ก็จะรู้สึกว่าน้อยลง..
 
ฉันเข้าใจและรู้ดี
เพราะฉันเชื่อใจเธอมากกว่าใคร ๆ
เธอไม่ได้เปลี่ยนไป
 
บางเวลาที่เวลาเราไม่ตรงกัน
บางเวลาที่ฉันต้องอดทน
บางเวลาที่เธอต้องอดทน
 
ฉันเชื่อใจเธอ
 
***
 
แต่วันนี้มันเหงาจังเลยนี่หน่า T^T 
เพราะว่าเธอต้องหนีน้ำท่วม เลยไม่ได้คุยเห็นหน้ากันหลายวันแล้วนะ.. ฮือ ๆ
 
วันนี้เพื่อนคนเขมรถามว่า อยู่ไกลกับแฟนทำได้ยังไงถึงยังคบกันได้อยู่
เราตอบแบบไม่ต้องคิดอะไรเลยว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือความเชื่อใจ
ระยะทางไม่ใช่ปัญหา ถ้าหากเชื่อใจกันได้ ซึ่งนั่นก็อยู่ที่คนด้วย
คนแต่ละคนไม่เหมือนกัน
ในขณะที่อยู่ไกลกัน เราต่างคนก็มีหน้าที่ที่ต้องทำ เราควรจะสนใจสิ่งที่อยู่ตรงหน้า
มากกว่าเรียกร้องสิ่งที่เป็นไปไม่ได้
 
รู้ทั้งรู้...
 
คิดถึงจัง